วันพฤหัสบดี, กันยายน 19, 2019
หน้าแรก บล็อก

Toyota Prius 2019 ไมเนอร์เชนจ์ใหม่ เผยโฉมชุดแต่ง TRD อย่างเป็นทางการที่ประเทศญี่ปุ่น มีให้เลือกถึง 4 สไตล์

 

หลังจากที่โตโยต้าประเทศญี่ปุ่นเริ่มวางจำหน่าย Prius 2019 ไมเนอร์เชนจ์ไปก่อนหน้านี้ ก็มีการส่งชุดแต่งจาก TRD มาเอาใจชาวญี่ปุ่นหัวใจสปอร์ตทันที โดยมีให้เลือกทั้งหมด 4 แบบ 4 สไตล์ ประกอบด้วย Aero Styling, Elegant Style, Aggressive Style และ Aero Dynamic Style

สำหรับชุดแต่ง TRD Aero Styling สำหรับ Toyota Prius 2019 ใหม่ ประกอบด้วย สปอยเลอร์หน้า, บังโคลนด้านข้าง, แผ่นปิดใต้กันชนท้ายด้านล่าง, สปอยเลอร์หลัง, แผงตกแต่งเสา C-Pillar สีเดียวกับตัวรถ และฝาครอบล้ออัลลอยสีดำ

ชุดแต่ง TRD Elegant Style จะถูกเน้นความหรูหรามากกว่า ประกอบด้วย แถบตกแต่งขอบหน้าต่าง, แถบกันรอยด้านข้าง และฝาครอบล้ออัลลอยสีบรอนซ์

ส่วนชุดแต่ง TRD Aggressive Style เน้นความดุดันสมชื่อ ด้วยสปอยเลอร์หน้าตกแต่งด้วยสีดำ (สามารถเลือกได้ทั้งแบบมี LED และไม่มี LED), สเกิร์ตข้าง, สเกิร์ตหลัง (สามารถเลือกแบบเว้นท่อไอเสียได้), สปอยเลอร์หลัง, แถบตกแต่งกระจังหน้าสีดำ, แถบตกแต่งประตูท้ายสีดำ และแถบกันรอยเหนือกันชนท้าย

สุดท้ายเป็นชุด TRD Aero Dynamics Style ประกอบด้วย สปอยเลอร์ด้านหน้า, สเกิร์ตข้าง, สปอยเลอร์กันชนหลัง, แถบตกแต่งไฟตัดหมอกหน้า, ครีบกระจกมองข้างสีดำ และแผงตกแต่งหลังคาสีดำ

Mazda 3 2019 พร้อมแรงบันดาลใจผ่านโคโดะดีไซน์และรถต้นแบบ Vision Coupe

สำหรับใครที่เป็นสาวก Mazdaอยู่แล้ว ถ้าได้เห็นคันนี้ต้องบอกเลยเงินในกระเป๋าสั่นแน่ๆสำหรับ Mazdaโฉมใหม่ ที่เปิดตัวล่าสุด โดยรถรุ่นใหม่นี้ได้นิยามว่าเป็น “รุ่งอรุณแห่งยุคใหม่” โดยได้รับการปรับโฉมใหม่หมดและถือว่าเป็นรถคันแรกของ Mazda ที่ใช้โครงสร้างแบบ Skyactive-Vehicle Architecture รวมถึงเครื่องยนต์ใหม่ Skyactive-X อีกด้วยซึ่งมีการใช้ระบบหัวฉีดแบบใหม่ Spark-Controlled Compression Ignition(SCCI) ที่ช่วยให้ได้ทั้งคุณสมบัติที่ดีที่สุดทั้งเบนซินและดีเซล

นอกจากนี้ Mazda3 ล่าสุดยังใช้ Kodo ดีไซน์ ซึ่งเป็นการสื่อถึงความเป็น “อารมณ์เพียงหนึ่งเดียว” อย่างถึงที่สุดผ่านตัวรถทั้งยังคงแสดงความปราณีตและเป็นการสื่อถึงความรู้สึกและอารมณ์

ทั้งในโฉมซีดานและแฮทแบ็คยังโดดเด่นด้วยการดีไซน์แบบค่อยๆเป็นค่อยไป แต่คันที่โดดเด่นจริงๆในการนำดีไซน์ต่างๆจากรถต้นแบบอย่าง Vision Coupe นำมาใช้ในรถซีดาน สามารถสังเกตเห็นได้จากด้านหน้าซึ่งเป็นกระจังหน้าอันโดดดเด่นด้วยการตกแต่งทรงปีกโครเมียมลู่รับไปกับไฟหน้าบางเฉียบ ส่วนด้านหลังใช้เส้นสายไหลลื่นพาดผ่านตัวถัง ด้านท้ายยังคงมีความสปอร์ตด้วยสปอย์เลอร์ที่ติดกับด้านหลัง ไฟท้ายบางเรียวและท่อไอเสียแบบคู่

ส่วนภายในห้องโดยสารเป็นการปฎิวัติใหม่หมด ภายในห้องโดยสารมีการปรับเปลี่ยนให้มีขนาดกว้างขวางกว่าในโฉมก่อน โดย Mazda ไม่ได้ระบุถึงรายละเอียด แต่กล่าวเพียงว่า “less is more” หรือ น้อยแต่ได้มากซึ่งเป็นผลพวงมาจากการดีไซน์แบบมินิมอลลิสต์

ไฮไลท์สำคัญยังรวมถึง พวงมาลัยแบบสามก้าน หน้าจอระบบอินโฟเทนเมนท์แบบลอยแยกออกมาขนาด 8.8 นิ้ว แดชบอร์ดตกแต่งด้วยหนังอย่างดีพร้อมเล่นขอบโคมเมียมโดยรอบ Mazda ยังเน้นอุปกรณ์ต่างๆภายในซึ่งตกแต่งด้วยลวดลายขนาดเล็กแบบพิเศษซึ่งถูกดีไซน์มาเพื่อบ่งบอกถึงความหรูหราและความอบอุ่นจากหนังแท้

อีกจุดเด่นนึงที่มองข้ามไปไม่ได้ ได้แก่แผงกียร์ซึ่งใช้วัสดุดำเงาซึ่งวัสดุชั้นแรกใช้เลเซอร์ยิงพื้นผิวสีดำเคลือบด้วยวัสดุชั้นที่สองแบบเคลียร์ใสเพื่อให้เกิดเห็นความดำเงาฉ่ำยิ่งกว่าเดิม

นอกจากนี้พวงมาลัยยังได้รับการปรับปรุงโดยเพิ่มรัศมีในการหมุนขึ้นอีก 10 มิลลิเมตร ที่พักแขนส่วนกลางเพ่ิมความยาวให้มากขึ้น พร้อมกับที่วางแก้วที่ปรับตำแหน่งมาอยู่ด้านหน้าแผงเกียร์แทน

ส่วนที่หลายคนรอลุ้นกัน นั่นคือเครื่องยนต์ โดย Mazda ไม่ได้ระบุสเปคเพราะจะขึ้นกับตลาดแต่ละประเทศ แต่ยืนยันแล้วว่ามีเครื่องยนต์ 1.0, 2.0 และ 2.5 ลิตร เบนซินรวมถึง 1.8 ลิตรดีเซล ซึ่งไม่ได้ระบุถึงการเปลี่ยนนมาใช้เครื่องยนต์ Skyactiv-X แต่แจ้งว่าจะจับคู่กับระบบ M Hybrid แบบใหม่ ที่ช่วยให้ใช้น้ำมันได้ประหยัด และตอบสนองความสุนทรีย์ในการขับขี่และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมยิ่งขึ้น

ส่วนช่วงล่าง Mazda3 ใหม่ยังปรับปรุงระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ i-Active ซึ่งทำงานร่วมกับระบบ G-Vectoring Control Plus แบบใหม่ที่เพิ่งเปิดตัวไปใน 2019 CX-5 โดยช่วงล่างด้านหน้าใช้แบบแมคเฟอสันสตรัทและด้านหลังเป็นแบบทอร์ชั่นบีมที่พัฒนามาใหม่

Mazda กล่าวว่าการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้และการเปลี่ยนอื่นๆช่วยให้รถสามารถเร่งออกไป เลี้ยวและหยุดรถที่จะทำให้ผู้ขับรู้สึกถึงความเป็นธรรมชาติและเป็นธรรมชาติเหมือนรถที่คุณใช้มาเป็นปีๆ

ส่วนด้านความปลอดภัย Mazda3 ยังคงจัดเต็มกับระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ ทั้ง Front Cross Traffic Alert ซึ่งใช้เรดาร์ด้านข้างตรวจสอบสิ่งทีจะใกล้เข้าตัวรถในจุดอับสายตา ยังติดตั้งระบบ Cruising & Traffic Support ซึ่งจะช่วยเร่งความเร็ว เบรค และหักเลี้ยวรถโดยอัตโนมัติในช่วงรถติด

นอกจากนี้ วิศวกรยังได้พัฒนาระบบ Driver Monitoring แบบใหม่ ซึ่งใช้กล้องอินฟราเรดในการตรวจสอบผู้ขับขี่และหากมีอาการง่วงซึมหรือเบลอขณะขับรถ ระบบจะส่งสัญญาณเตือนอันตรายผ่านเสียง

 

 

สาวก GT-R ไม่ควรพลาด เมื่อ Nissan ประกาศปี 2019 GT-R เตรียมวางจำหน่ายแก่ดีลเลอร์ในสหรัฐ ก็อตซิลล่าพร้อมโลดแล่นบนถนนอเมริกาอีกครั้ง

สาวก GT-R ไม่ควรพลาด เมื่อ Nissan ประกาศเตรียมวางจำหน่ายรถรุ่นนี้ ในปี 2019 ให้แก่ตัวแทนในสหรัฐ ส่วนในรุ่นเริ่มต้นของ GT-R Pure เริ่มต้นด้วยราคาเบาๆโดยมีราคาเริ่มต้นที่ $99,990 (หรือประมาณ 3.3 ล้านบาท ไม่รวมภาษีนำเข้า) พร้อมด้วยไฟแบบ LED , ดิฟฟิวเซอร์ท้ายแบบคาร์บอนไฟเบอร์ และล้ออัลลอยขนาด 20 นิ้วพร้อมหยุดรถด้วยระบบเบรคจาก Brembo

ภายในห้องโดยสาร Nissan ไม่ได้กล่าวถึงการเปลี่ยนแปลง และคาดว่าจะยังเป็นแบบเดิมกับที่แฟนบอยของ GT-R ชื่นชอบ โดยรุ่นดังกล่าวใช้พวงมาลัยหุ้มหนังอย่างดีและเบาะหนังกลับกึ่งสังเคราะห์คู่หน้าปรับฮีตเตอร์พร้อมกับปรับระดับด้วยไฟฟ้า พร้อมกับการตกแต่งด้วยคาร์บอนไฟเบอร์ตามขอบมุมต่างๆ และระบบเครื่องเสียงพร้อมลำโพงอีกหกดอก นอกจากนี้ยังมีระบบอินโฟเทนเมนท์พร้อมระบบนำทางผ่านดาวเทียมและรองรับ Apple CarPlay

ส่วนในรุ่น GT-R Premium ซึ่งมีราคาราวๆ 3.3 ล้านบาท(ไม่รวมภาษีนำเข้า) พร้อมกับระบบเสียงแบบแอคทีฟและลำโพง 11 ดอกพร้อมระบบเครื่องเสียงจาก Bose และเทคโนโลยีช่วยลดเสียงแบบแอคทีฟ รุ่นนี้ยังได้ท่อแบบไทเทเนียมพร้อมตัวเลือกสีตัวถังที่มากขึ้นกับ 7 สีที่แตกต่างกัน (ในรุ่น GT-R Pure มีเพียงสามสีให้เลือก)

หากเจ้าก๊อตซิลล่าคันนี้ยังแรงไม่จุใจพอ ยังมี GT-R Track Edition เป็นทางเลือกอีกด้วยโดยเริ่มต้นที่ราคาที่ราวๆ 4.2 ล้านบาท(ไม่รวมภาษีนำเข้า) ซึ่งเป็นรุ่นที่เน้นอุปกรณ์อัพเกรดสมรรถนะสำหรับในการแข่งขัน ไม่ว่าจะเป็นช่วงล่างปรับแต่งจาก NISMO ซึ่งมีน้ำหนักเบากว่าเดิมและกระชับแน่นกว่าในโฉมก่อนหน้า ตัวถังของรถยังเพิ่มความแข็งยิ่งกว่าเดิม รวมถึงติดตั้งสปอย์เลอร์ท้ายแบบคาร์บอนไฟเบอร์ พร้อมล้ออัลลอย NISMO ขนาด 20 นิ้วที่กว้างกว่าเดิมอีกด้วย

เครื่องยนต์ของทุกรุ่นย่อยจะใช้เครื่องยนต์ขนาด 3.8 ลิตร V6 ให้กำลัง 565 แรงม้า และแรงบิด 467 ปอนด์-ฟุต ส่งกำลังด้วยเกียร์หกสปีดดูอัลคลัตซ์ผ่านระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ

นอกจากนี้ในรุ่นท็อปสุด GT-R Nismo เริ่มต้นที่ราคาราวๆ 5.76 ล้านบาท(ไม่รวมภาษีนำเข้า) พร้อมกับเครื่องยนต์ V6 ที่อัพเกรดเพ่ิ่มแรงม้ามาถึง 600 แรงม้า และแรงบิด 481 ปอนด์-ฟุต ซึ่งได้เพิ่มมา 35 แรงม้าและ 14 ปอนด์-ฟุตเมื่อเทียบกับรุ่นอื่นๆ

GT-R Nismo ยังใช้พาร์ทคาร์บอนไฟเบอร์หลายๆส่วนเพื่อช่วยลดน้ำหนัก ตั้งแต่กันชน ฝากระโปรงหลัง และสปอย์เลอร์ท้าย พร้อมกับกระจังหน้าแบบ V-Motion ขนาดใหญ่ สเกิร์ตด้านข้างแบบคาร์บอนไฟเบอร์ และกระจกมองข้างสีดำตัดเส้นแดงเพิ่มความโดดเด่น

อีกส่วนหนึ่งที่พิเศษเพิ่มเข้ามารวมถึงเบาะ Recaro ทรงสปอร์ตที่ใช้ด้ายแดงเย็บ ช่วงล่างแบบพิเศษ ล้ออลูมินัมน้ำหนักเบาพร้อมตกแต่งขนาด 20 นิ้วสีดำเงาเมทัลลิค

Nissan จะเริ่มผลิต GT-R50 ความพิเศษอยู่ที่ผลิตเพียง 50 คันเท่านั้น แต่ละคันมีค่าตัวที่ราวๆ 36 ล้านบาท(ไม่รวมภาษีนำเข้า)ในยุโรป

สำหรับสาวกรถแต่งต้องไม่พลาดที่จะได้ชมรถคันนี้ที่ทุกคนต่างพากันอยากได้กันในความฝัน วันนี้ทีมงามเลยพามาชมรถคันนี้ว่าจะมีรายละเอียดอะไรบ้าง

สำหรับ “แฟนๆของ Nissan ทั่วโลกและลูกค้าที่กำลังรอ GT-R50 นั้นมากเกินที่พวกเราคาดหวังเอาไว้” กล่าวโดย Bob Laishley ผู้อำนวยการ Global Sports Car Program ของ Nissan “รถพิเศษทั้ง 50 คันนี้ จะเป็นการเฉลิมฉลอง 50 ปีของ GT-R เช่นเดียวกันกับ 50 ปีของ Italdesign ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความเป็นผู้นำด้านวิศวกรรมของ Nissan และตำนานแห่งรถสปอร์ตที่ถูกส่งกันมาอย่างยาวนาน”

ลูกค้าที่สั่งซื้อรถ GT-R50 โดย Italdesign ได้ในช่วงต้นปี 2019 และรถจะถูกส่งให้ได้ในปีถัดไปโดยรถอยู่บนพื้นฐานของ 2018 GT-R Nismo ซึ่ง GT-R50 มาพร้อมกับตัวถังที่โดดเด่นและภายใน โดยเฉพาะช่วงล่างจาก Bilstein และเบรคจาก Brembo

เครื่องยนต์ได้รับการปรับปรุงภายในใหม่ พร้อมรีดกำลังราว 710 แรงม้า และแรงบิด 575 ปอนด์-ฟุต

ก่อนที่จะเริ่มการประกอบ GT-R50 จะไปแสดงภายในงาน Nissan Gallery ที่ Yokohama ประเทศญี่ปุ่นตั้งแต่วันที่ 7 ธันวาคม

 

เผยโฉม เจ้ากระเบน สุดแรงอวดโฉม สุดเฉี่ยวที่บูธเชฟโรเลต

วันนี้ทางทีมงานเราต้องบอกเลยว่าสำหรับเจ้า (Corvette Stingray) เจ้ากระเบนอเมริกันซูเปอร์คาร์ เจนเนอเรชั่นที่ 7 ที่ถูกกล่าวขานว่าเป็นยนตรกรรมที่สมบูรณ์แบบซึ่งได้รับการ

สร้างสรรค์ด้วยระบบวิศวกรรมที่เหนือชั้นและสมรรถนะการขับขี่ที่เฉียบคม ซึ่งคอร์เวทท์ สติงเรย์ ได้เน้นย้ำให้เห็นถึงสมรรถนะที่เป็นเลิศของรถที่ได้รับการพัฒนาโดยเชฟโรเลต


สำหรับ คอร์เวทท์ สติงเรย์ ถูกสรรค์สร้างด้วยความมุ่งมั่นในด้านวิศวกรรม ที่มีทั้งคุณภาพ พละกำลัง และสมรรถนะที่เฉียบคม มาพร้อมกับดีไซน์สุดพิเศษสไตล์เชฟโรเลตและเป็นรถที่มีสมรรถนะเร้าใจ ด้วยขุมพลัง V8 ขนาด 6.2 ลิตร ให้แรงม้าสูงสุดระดับ 455 แรงม้า ที่ 6,000 รอบต่อนาที และมีแรงบิดมหาศาล 624 นิวตันเมตร ที่ 4,600 รอบต่อนาที

ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด ที่เร่งความเร็วจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เพียง 3.7 วินาทีเท่านั้น เป็นรถระดับ High Performance ที่เลือกโหมดการขับได้ 4 แบบ คือ Track Mode, Sport Mode, Touring Mode และ Performance Mode มีการสร้างสมดุลตัวถังแบบ 50/50 ที่ช่วยในการทรงตัวและการควบคุมที่ยอดเยี่ยม


ส่วนใครที่อยากเป็นเจ้าของเจ้ากระเบนตัวแรง คอร์เวทท์ สติงเรย์ คันนี้ ต้องบอกว่างานนี้เชฟโรเลตนำมาอวดโฉมให้ดูกันเฉยๆ และเจ้าคอร์เวทท์ สติงเรย์ สีแดงสดคันนี้จอดอวดโฉมอยู่บริเวณหน้าบูธของเชฟโรเลต ภายในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 38 ตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 9 เมษายนนี้ ณ อาคารชาเลนเจอร์ อิมแพค เมืองทองธานี

ซูเปอร์คาร์คันแรก ในประเทศไทยกับเจ้า McLaren 720S ราคาเริ่มต้น 26.5ล้านบาท

วันนี้ทางทีมงานเราต้องบอกเลยว่าสำหรับแมคลาเรน แบงค๊อก จัดงานแถลงข่าวเปิดการจำหน่ายสุดยอดซูเปอร์คาร์เจเนอเรชั่นที่ 2 ในตระกูล Super Series McLaren 720S ที่มาพร้อมเครื่องยนต์ Twin Turbo V8 Engine แบบ 4ลิตร ที่ได้รับกระเเสตอบรับอย่างดีเยี่ยมจากแวดวงยานยนต์ระดับหรูทั่วโลก เปิดราคาขายในไทยแล้วเริ่มต้นที่ 26.5ล้านบาท โดยตอนนี้มีลูกค้าชาวไทยสั่งจองแล้ว 15 คัน


McLaren 720S นำเสนอดีไซน์ที่สวยเฉียบซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากรูปทรงของฉลาม ใช้โครงช่วงล่างคาร์บอนไฟเบอร์แบบ Monacage II ซึ่งลดน้ำหนักลงได้ถึง 18 กก. เมื่อเปรียบเทียบกับรุ่นก่อนทำให้ McLaren 720S เป็นยานยนต์ที่เปี่ยมด้วยพลัง เร็วเเรงสะใจ ด้วยน้ำหนักเบาที่สุดในกลุ่มรถยนต์ที่มีกำลังแรงม้าในระดับเดียวกัน จุดเด่นของ McLaren 720S คือปประสิทธิภาพของระบบอากาศพลศาสตร์ที่ถือเป็นดีเอ็นเอแห่งสมรรถนะชั้นสุดยอดของซูเปอร์คาร์รุ่นนี้ มาพร้อม Proactive Chasis Control ll ซึ่งเป็นระบบการขับเคลื่อนชั้นสูงที่ดีที่สุดของโลก และระบบควบคุมการทรงตัวแบบแปรผันที่ช่วยให้นักขับสามารถควบคุมรถไได้อย่างดีเยี่ยมเเละมอบการพุ่งทะยานที่เเสนเร้าใจในทุกสภาวะ


นอกจากนี้ McLaren 720S ยังติดตั้งเทคโนโลยีรุ่นใหม่ของรถยนต์ฟอร์มูล่า -1 ที่พัฒนาโดยแมคลาเรนได้แก่ McLaren Brake steer เทคโนโลยีใหม่ที่ช่วยเพิ่มความคล่องตัวและความเฉียบคมในการขับขี่ ทำให้ McLaren 720S สามารถหยุดรถจากความเร็ว 200 กม./ชม. ได้ในเวลาเพียง 4.6 วินาทีเท่านั้น


McLaren 720S มาพร้อมกับเครื่องยนต์ M480T รุ่นใหม่มอบกำลังเครื่องแรงถึง 720แรงม้า โดยเครื่องรุ่นนี้เป็นแบบ 4.0ลิตร โดยสามารถเร่งความเร็วจากหยุดนิ่งถึง 100 กม./ชม. ได้ภายในเวลาไม่ถึง 3วินาที และอีก 5วินาทีต่อมาจะเร่งได้เร็วกว่า 200 กม./ชม. โดยสามารถทำความเร็วได้สุงสุดถึง 341 กม./ชม. และยังประหยัดพลังงานได้อย่างดีเยี่ยม กินน่้ำมันเพียง 10.7 ลิตร/กม. และปล่อยไอเสีย 249 กรัม/กม. ตามมาตรฐานของ New European Cycle (NEDC)

เปิดตัวในไทย 4 ตุลาคมนี้สำหรับเจ้า Ford Mustang 2018 ราคาเริ่มต้น 3.599 ล้านบาท

วันนี้ทางทีมงานเราต้องบอกเลยว่าสำหรับเจ้า Ford Mustang 2018 ใหม่ เคาะวันเปิดตัวในไทยอย่างเป็นทางการครั้งแรก 4 ตุลาคม 2561 นี้ เคาะราคาจำหน่ายเริ่มต้น 3,599,000 บาท
หลังจากที่ฟอร์ดประเทศไทยเปิดรับจอง Ford Mustang 2018 ใหม่ ไปตั้งแต่วันที่ 30 สิงหาคมที่ผ่านมา ล่าสุด ประกาศเตรียมเปิดตัวอย่างเป็นทางการครั้งแรกในประเทศไทยวันที่ 4 ตุลาคมนี้ โดยจะวางขายผ่านตัวแทนจำหน่าย Ford Mustang จำนวน 19 แห่งทั่วประเทศ

ฟอร์ด มัสแตง 2018 เวอร์ชั่นไทย จะมีให้เลือกด้วยกันทั้งหมด 2 รุ่นย่อย ประกอบด้วย 5.0L V8 GT Coupe Performance Pack และ 2.3L EcoBoost Coupe Performance Pack มาพร้อมเฟืองท้าย Limited Slip ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการเข้าโค้ง และล้ออัลลอยขนาด 19 นิ้ว โดยรุ่น 5.0 GT ถูกเสริมด้วยระบบเบรกจาก Brembo

2018 Ford Mustang V8 GT with Performance Package in Orange Fury

ทั้งสองรุ่นถูกติดตั้งระบบส่งกำลังแบบอัตโนมัติ 10 จังหวะ และโหมดแอพพลิเคชั่น Tracl Apps ช่วยจำลองการขับขี่แบบสนามแข่ง ภายในห้องโดยสารติดตั้งหน้าจออินโฟเทนเม้นท์ขนาด 12 นิ้ว พร้อมระบบ SYNC 3 ใหม่ล่าสุด
2018 Ford Mustang V8 GT with Performance Package in Orange Fury

สเป็คเครื่องยนต์ Ford Mustang 2018 เวอร์ชั่นอเมริกา (อาจแตกต่างจากเวอร์ชั่นไทย)
เครื่องยนต์เบนซิน V8 ความจุ 5.0 ลิตร กำลังสูงสุด 460 แรงม้า (HP) ที่ 7,000 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 570 นิวตัน-เมตร ที่ 4,600 รอบต่อนาที
เครื่องยนต์เบนซิน EcoBoost ความจุ 2.3 ลิตร กำลังสูงสุด 310 แรงม้า (HP) ที่ 5,500 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 475 นิวตัน-เมตร ที่ 3,000 รอบต่อนาที
2018 Mustang Sport Mode View in 12-inch Digital Cluster

สำหรับ Ford Mustang 2018 ที่จะวางจำหน่ายในประเทศไทย ถูกประกอบที่โรงงาน Rock Assembly Plant ในรัฐมิชิแกน ประเทศสหรัฐอเมริกา
ราคาจำหน่าย Ford Mustang 2018 อย่างเป็นทางการในไทย มีดังนี้
5.0L V8 GT Coupe Performance Pack ราคา 4,799,000 บาท
2.3L EcoBoost Coupe Performance Pack ราคา 3,599,000 บาท
2018 Ford Mustang interior

ราคาเริ่มต้นที่ 10 ล้าน กับเจ้า Lamborghini Aventador S 2018 โรดสเตอร์

วันนี้ทางทีมงานเราต้องบอกเลยว่าสำหรับการเปิดตัวของเจ้า Lamborghini Aventador S 2017 สไตล์คูเป้ ไปแล้วเมื่อปีก่อน มาตอนนี้ถึงคราวของ Lamborghini Aventador S Roadster 2018 สไตล์โรดสเตอร์กันบ้างล่ะ ซึ่งจะเปิดตัวอย่างเป็นทางการในงาน Frankfurt Motor Show ที่ผ่ามา


ซึ่งเจ้ากระทิงตัวใหม่นี้มีรูปทรงและข้อมูลทางเทคนิคเหมือนกับรุ่นคูเป้ แต่ที่แตกต่างกันก็คือหลังคาที่มาในรูปแบบ Hardtop ซึ่งมีน้ำหนักประมาณ 13 กก. โดยสามารถถอดออกได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งสามารถเก็บไว้ในด้านหน้าของตัวรถ

นอกจากนี้ หลังคาสามารถเลือกใช้คาร์บอนไฟเบอร์สีดำด้าน หรือคาร์บอนไฟเบอร์สีดำเงา โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม และยังมีชุดแต่งจากแผนก Ad Personam เป็นทางเลือกในการออกแบบตัวรถ

เมื่อถอดหลังคาออกแล้วในระหว่างการเดินทาง หากต้องการฟังเสียงที่มาจากเครื่องยนต์ V12 สามารถเปิด-ปิด กระจกด้านหลังด้วยการกดปุ่มเท่านั้น ทั้งนี้ก็เพื่อลดการไหลเวียนของอากาศ และเสียงที่เข้ามาในห้องโดยสารได้อีกด้วย


การเพิ่มหลังคาที่ถอดออกได้ และคานโครงสร้างด้านหน้าหรือเสา A-Pillar ทำให้เจ้า ลัมโบร์กีนี อเวนทาดอร์ เอส 2018 สไตล์โรดสเตอร์ มีน้ำหนักมากกว่าสไตล์คูเป้ถึง 50 กก. โดยมีน้ำหนักรวมอยู่ที่ 1,625 กก.


สำหรับพลังขับเคลื่อนของ Lamborghini Aventador S 2018 นั้นเหมือนกับตัวถังคูเป้ที่มาจากเครื่องยนต์ N/A ขนาด 6.5 ลิตร V12 ที่ให้พละกำลัง 740 แรงม้า แรงบิด 690 นิวตันเมตร ความเร็วสูงสุด 350 กม./ชม. ที่แตกต่างกันคืออัตราเร่งโดยตัวโรดสเตอร์จะมีอัตราเร่งจาก 0-100 กม./ชม. ภายในเวลา 3.0 วินาที ซึ่งจะช้ากว่าตัวถังคูเป้อยู่ 0.01 วินาที


สำหรับสนนราคาของ Lamborghini Aventador S 2018 สไตล์โรดสเตอร์ นั้นจะแตกต่างกัน ดังนี้
ทวีปยุโรป จะมีราคาเริ่มต้นที่ €313,666 หรือประมาณ 12,427,659 บาท
สหราชอาณาจักร จะมีราคาเริ่มต้นที่ £251,462 หรือประมาณ 10,988,936 บาท

ประเทศสหรัฐอเมริกา ราคาเริ่มต้นที่ $460,247 หรือประมาณ 15,229,573 บาท
ประเทศญี่ปุ่น ราคาเริ่มต้นที่ ¥46,267,692 หรือประมาณ 13,981,742 บาท

Ferrari 812 Superfast 800 แรงม้า ที่ทรงพลังที่สุดของ Ferrari

วันนี้ทางทีมงานเราต้องบอกเลยว่าสำหรับเฟอร์รารี่ ที่ได้เลือกงานเจนีวามอเตอร์โชว์ครั้งที่87 ในการเปิดตัวรถยนต์ 12 สูบ berlinetta ตัวใหม่ ในชื่อรุ่น 812 Superfast ซึ่งเป็นรถ เฟอร์รารี่ ที่เร็วที่สุดในประวัติศาสตร์ของแบรนด์ รถรุ่นใหม่นอกจากจะมาพร้อมกับนวัตกรรมใหม่ล่าสุดมากมายแล้ว ยังจะเป็นรุ่นที่มีความสำคัญเนื่องจากรถ V12 series นี้เป็นการเฉลิมฉลองการครบรอบ70ปีของตำนานม้าลำพองที่เริ่มต้นขึ้นเมื่อปี1947
812 Superfast นั้นสะท้อนให้เห็นถึงยุคใหม่ของเครื่องยนต์เฟอร์รารี่ V12 โดยต่อยอดมาจากรุ่นที่โด่งดังในอดีตเช่น F12berlinetta และ F12tdf รถรุ่นใหม่นี้ได้ถูกพัฒนามาเพื่อลูกค้าที่ต้องการรถยนต์ เฟอร์รารี่ ที่แรงและพิเศษที่สุด โดยเป็นรถสปอร์ทที่มีสมรรถนะสุดยอดทั้งบนถนนและในสนามแข่ง แต่ก็ยังมีความสะดวกสบายเพียงพอที่เจ้าของสามารถที่จะได้รับประสพการที่ครบถ้วน

เครื่องยนต์
ด้วยขุมพลัง V12 ความจุ 6.5ลิตร ใหม่ ที่สามารถผลิตกำลังได้สูงสุดถึง800แรงม้า รถ 812 Superfast ก็คือมาตรฐานใหม่ในเซ็กเม้นท์ mid-front-engined sports car โดยที่กำลังสูงสุดที่8,500รตน.นั้น ทำให้รถมีอัตราส่วนกำลังต่อความจุเครื่องยนต์ที่ 123แรงม้า/ลิตร นี่คือตัวเลขที่ไม่มีรถยนต์เครื่องยนต์วางหน้าคันอื่นเข้ามาใกล้ได้ด้วยซ้ำ ซึ่งก็บ่งบอกได้ถึงสมรรถนะระดับไฮเอ็นด์ที่มีเฉพาะในรถยนต์V12ของ เฟอร์รารี่ เท่านั้น
กำลังจากเครื่องยนต์นั้นผนวกเข้ากับเสียงจากท่อไอเสียอันสุดจะเร้าใจที่มาจากความจุที่เพิ่มขึ้น แรงบิดสูงสุดนั้นอยู่ที่718นิวตัน-เมตร ที่ 7,000รตน. โดยที่80%ของแรงบิดทั้งหมดนั้นสามารถเรียกงานใช้ได้ตั้งแต่3,500รตน.เป็นต้นไป ทำให้ขับง่ายและเร่งความเร็วได้ดีตั้งแต่รอบต่ำๆ สมรรถนะเหล่านี้ส่วนหนึ่งได้มาจากการใช้หัวฉีด direct injection ที่มีแรงดันสูงถึง350บาร์เป็นครั้งแรกในเครื่องยนต์สมรรถนะสูง และการจับคู่กับ ท่อไอดีแบบผันแปรที่นำมาจากรถยนต์F1ที่ใช้เครื่องยนต์NA
ระบบเกียร์แบบคลัทช์คู่ (dual clutch) ของ 812 Superfast มีอัตราทดเกียร์ที่เจาะจง และเมื่อผนวกกับระยะเวลาเปลี่ยนเกียร์ (ขึ้นและลง) ที่รวดเร็วขึ้น ทำให้การตอบสนองของคันเร่งนั้นฉับไวขึ้นด้วยเช่นกัน

การทรงตัว
812 Superfast มีระบบควบคุมและชิ้นส่วนต่างๆที่ล้ำหน้า เป็นผลให้รถนั้นมีการควบคุมและการเกาะถนนที่ไร้คู่แข่ง มันเป็น เฟอร์รารี่ คันแรกที่มีระบบ EPS (Electric Power Steering) ซึ่งเมื่อถูกนำมาใช้งานด้วยวิธีการของ เฟอร์รารี่ แล้ว ทำให้สามารถเข้าถึงศักยภาพสูงสุดของรถได้ การรวบรวมระบบควบคุมการทรงตัวอีเล็คโทรนิคทุกระบบเข้าด้วยกัน รวมไปถึงระบบ Side Slip Control (SSC) เวอร์ชั่น 5.0 ใหม่ล่าสุด ทำให้พลังที่เพิ่มขึ้นนั้น สามารถควบคุมได้โดยง่าย และ มีความสนุกสนานตื่นเต้นมากขึ้น
เป็นครั้งแรกที่ระบบควบคุมนั้นมาพร้อมกับ Virtual Short Wheelbase 2.0 (PCV) ที่นำมาจากรถ F12tdf และเป็นการพัฒนาซอฟท์แวร์เพิ่มเติมที่จะช่วยในด้านของความว่องไวของรถ และช่วยลด response time ของรถลงอีก

การออกแบบและอากาศพลศาสตร์
รถ 812 Superfast นั้นออกแบบโดย Ferrari Styling Center และมีดีไซน์ที่เป็นนิยามใหม่สำหรับรถ V12 เครื่องวางหน้าของ เฟอร์รารี่ ด้วยเส้นสายและรูปทรงที่มีความสปอร์ทสูง รูปทรงโดยรวมจะเน้นความเป็น fastback คือมีรูปทรงแบบ two-box และด้านท้ายที่สูงเหมือนรถ 365 GTB4 จากปี1969 การออกแบบด้านข้างนั้นช่วยทำให้ท้ายรถนั้นดูสั้นลง ในขณะที่ซุ้มล้อที่ใหญ่นั้นบ่งบอกถึงพลังอันมหาศาลจากเครื่องยนต์V12 ของ 812 Superfast ไฟหน้าแบบ LED นั้นถูกฝังเข้าไปในดีไซน์ของช่องดักลมบนฝากระโปรงหน้า และช่วยย้ำเน้นถึงพลังของV12เช่นกัน
ที่ด้านท้ายของรถมีไฟท้ายทรงกลมสี่ดวงที่ดีรับแรงบันดาลใจมาจากวัฒนธรรมของ เฟอร์รารี่ เอง มันช่วยทำให้ 812 Superfast นั้นมีท่าทางที่ดุดัน และทำให้ทั้งห้องโดยสารและสปอยเลอร์ดูต่ำลง เช่นเดียวกับในเฟอร์รารี่ทุกคัน รูปทรงและหลักอากาศพลศาสตร์นั้นต้องไปด้วยกันอย่างไร้ที่ติ เป็นการแก้ใขปัญหาทางเทคนิคต่างๆ ด้วยนวัตกรรมใหม่ๆ โดยมีรูปทรงที่สวยงามทันสมัยด้วยเช่นกัน สองตัวอย่างก็คือ ด้านหน้ารถแบบ multi-function ที่มีการใช้อุปกรณ์aerodynamicsเช่นช่องลมแบบactiveที่ด้านใต้หน้ารถ และที่ด้านท้ายซึ่งมีการทำ aerodynamic by-pass เพื่อเพิ่มแรงกด (downforce) รถรุ่นใหม่มาพร้อมสีใหม่ด้วยเช่นกันก็คือสี Rosso Settanta ซึ่งเป็นสีที่ทำมาในโอกาสครบรอบ70 ปีของบริษัท

ห้องโดยสาร
ภายในของ 812 Superfast นั้นออกแบบมาเพื่อที่จะแมทช์กับดีไซน์ภายนอกที่มีแนวextreme แต่ก็ยังคงไว้ซึ่งพื้นที่และความสะดวกสบาย ที่รถV12เครื่องวางหน้าของ เฟอร์รารี่ นั้นมอบให้ลูกค้ามาโดยตลอด
ห้องโดยสารใหม่นั้นมีความสปอร์ทและแหวกแนวมากขึ้น องค์ประกอบสำคัญๆนั้นดูเหมือนจะลองอยู่ในอากาศ ทำให้รู้สึกถึงทั้งความเร้าใจและความภูมิฐาน แผงหน้าปัดนั้นโอบกว้างไปถึงช่องแอร์กลางเพื่อที่จะดูมีความลึกซึ้งและเหมือนงานแกะสลัก
เบาะนั่งมีความสปอร์ทและเข้ากับสรีระมากขึ้น มาพร้อมกับ ระบบ HMI ใหม่ พวงมาลัยใหม่ รวมไปถึง ปุ่มควบคุมต่างๆ ระบบ infotainment และ ระบบปรับอากาศใหม่

Ferrari 812 Superfast
เครื่องยนต์ V12 – 65องศา
ความจุ 6,496ซีซี
กำลังสูงสุด 588 กิโลวัตต์ (800 แรงม้า) ที่ 8,500 รตน.
แรงบิดสูงสุด 718 นิวตัน-เมตร ที่ 7,000 รตน.
น้ำหนักและมิติ
ความยาว 4,657 มม.
ความกว้าง 1,971 มม.
ความสูง 1,276 มม.
น้ำหนักแห้ง 1,525 กก.
การกระจายน้ำหนัก 47-53% หน้า/หลัง
สมรรถนะ
ความเร็วสูงสุด >340 กม./ชม.
0-100 กม./ชม. 2.9 วินาที
อัตราบริโภคและไอเสีย
อัตราบริโภค 14.9 ลิตร/100กม.
ไอเสีย CO2 340กรัม/กม.

ซุปเปอร์คาร์ตัวแรง ลุยตลาดเมืองไทย ราคาเริ่ม 18.999 ล้านบาท

วันนี้ทางทีมงานเราต้องบอกเลยว่าสำหรับเจ้า Audi R8 Coupé V10 หลังบุกตลาดภายใต้ตัวแทนจำหน่ายรายใหม่ที่ชื่อ ไมซ์สเตอร์ เทคนิค หรือ Audi Thailand ทำให้ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคชาวไทยที่มีต่อแบรนด์นี้ เริ่มมีมากขึ้น ส่งผลให้มียอดจองเป็นจำนวนมาก

โดยเตรียมแผนงานที่จะเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ๆ ยังได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่ในทุกๆ ด้านจาก ออดี้ เอจี ประเทศเยอรมนี ที่พร้อมจะผลักดันให้ Audi Thailand เป็นศูนย์กลางของภูมิภาคในอนาคต จึงมีมติและอนุมัติให้มีการเปิดตัวรถเอนกประสงค์ เอสยูวี รุ่นใหม่ พร้อมทั้งยังอนุมัติให้มีการเพิ่มเครื่องยนต์ดีเซลเป็นอีกหนึ่งทางเลือกเพิ่มเติมให้แก่ลูกค้า ในรถยนต์บางรุ่นที่มีการจำหน่ายอยู่แล้วในปัจจุบันอีกอย่างน้อย 2-3 รุ่น”

และล่าสุดซูเปอร์คาร์อย่าง Audi R8 Coupé ได้มาถึงเมืองไทยเป็นที่เรียบร้อยพร้อมเสริมทางเลือกให้ทุกเซกเมนต์ของ Audi หลากหลายขึ้น โดยมาในร่างสปอร์ตคูเป้ 2 ประตู ขนาดใหญ่ พร้อมกับการดีไซน์เพิ่มเติมอย่างเห็นได้ชัด ที่ไฟหน้าและไฟ DRL แบบ LED กระจังหน้าขอบโครเมี่ยมแบบ Audi Singleframe สปอยเลอร์หลัง และล้ออัลลอยขนาด 19 นิ้ว พร้อมยาง 245/35 R19 สำหรับล้อหน้า และ 295/35 R19 สำหรับล้อหลัง และโครงสร้างของตัวรถผลิตมาจาก Carbon-fiber Reinforced Polymer (CFRP) ซึ่งมีน้ำหนักเบา ช่วยรักษาน้ำหนักไว้ที่ 1,640 กิโลกรัม พร้อมมิติตัวรถ ตั้งแต่ความยาว 4,426 มม. ความกว้าง 2,037 มม. ความสูง 1,240 มม. ระยะฐานล้อ 2,650 มม. และความจุถังน้ำมัน 83 ลิตร

ภายในถูกตกแต่งอย่างดี เบาะนั่งไฟฟ้าที่สามารถปรับได้ถึง 18 รูปแบบ หุ้มด้วยหนังแท้ Nappa และระบบเครื่องเสียงจาก Bang & Olufsen กับลำโพงถึง 13 จุด ผู้ที่ขับขี่จะได้สัมผัสกับพวงมาลัยแบบ flat-bottom พร้อมหน้าปัดใหม่แบบดิจิตอลขนาดใหญ่ 12.3 นิ้ว ที่ถูกติดตั้งระบบ Audi Virtual Cockpit แสดงผลการทำงาน และตั้งค่าต่างๆ ของตัวรถ
Audi R8 Coupé V10 แรงด้วยเครื่องยนต์เบนซินเทอร์โบ Direct Injection ขนาด 5.2 ลิตร แบบ V10 ให้กำลังสูงสุด 540 แรงม้า ที่ 7,800 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 540 นิวตันเมตรที่ 6,500 รอบ/นาที ส่งกำลังด้วยเกียร์ S tronic 7 สปีด พร้อมระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ quattro สามารถทำอัตราเร่งความเร็วจาก 0-100 กม./ชม. ได้ในเวลา 3.5 วินาที ความเร็วสูงสุดที่ 320 กม./ชม.

Audi R8 Coupé V10 มีราคาแนะนำเริ่มต้นที่ 18.999 ล้านบาท พร้อมได้รับการประกันคุณภาพนาน 5 ปี หรือ 150,000 กิโลเมตร และบริการช่วยเหลือฉุกเฉิน ROADSIDE ASSISTANCE 24 ชั่วโมง ตลอดระยะเวลา 5 ปี โดยลูกค้าสามารถรับรถได้ภายในสิ้นปี