#NEW HONDA CIVIC SEDAN TURBO RS (Rallye Red) สีจี๊ดจ๊าด ขุมพลังเร้าใจ ดีไซน์ลงตัว ชมคลิป

0
267

หากเราสังเกตรถบนท้องถนนในปัจจุบัน สีของรถส่วนใหญ่ที่เห็นกันแบบจนชินตา โดยมากมักเป็นสีพื้นอย่างเทา ดำ น้ำเงินเข้ม หรือไม่ก็สียอดฮิตคือเป็นขาวไปเลย ส่วนสีแดงก็มักเป็นเฉดทีไม่ใช่แดงแป๊ดซะทีเดียว ซึ่งที่กล่าวมาไม่ได้หมายความว่าสีนี้นั้นไม่สวย แต่ก็ขึ้นอยู่ว่าคนที่เลือกใช้นั้นถูกจริตหรือถูกชะตาแค่ไหน โดยส่วนตัวของผู้เขียนเองต้องบอกเลยว่าไม่ถูกโฉลกกับสีโทนนี้เท่าไรนัก แต่เร็วๆ นี้ก็มีรถซีดานรุ่นหนึ่งที่เข้ามาเปลี่ยนความรู้สึกนี้ได้แบบเฉียบพลัน ต้องย้ำเลยว่า เฉียบพลัน! จริงๆ
โดยที่กล่าวมาในข้างต้นรถที่ผมเอ่ยถึงก็คือ ‘HONDA CIVIC’ เจเนอเรชั่นที่ 10 สีแดงแรลลี่ หรือ Rallye Red ซึ่งเป็นสีใหม่ที่เปิดตัวไปเมื่อช่วงปลายปี 2017 มีเฉพาะรุ่นย่อย 1.5 Turbo RS และ 1.8 EL เท่านั้น ที่ต้องบอกว่าทำไมถึงเปลี่ยนใจชอบสีนี้ ก็เพราะมันเป็นสีแดงที่บรรจงสังสรรค์ออกมาได้ค่อนข้างลงตัวและโดดเด่นสะดุดตาทีเดียว นี่ยังไม่นับกับรายละเอียดที่เรารีวิวให้คุณผู้อ่านได้รับทราบข้อมูลกันนะครับ ซึ่งจะน่าสนใจและมีละเอียดอย่างไรบ้างเราไปดูกันเลยครับ
[FULL HD] พาชม NEW HONDA CIVIC SEDAN 2018

#

#

เกริ่นข้อมูลกันสักนิด HONDA CIVIC โฉมล่าสุด เปิดตัวพร้อมจำหน่ายอย่างเป็นทางการในไทยเมื่อช่วงต้นเดือนมีนาคม ปี 2016 นับเป็นเจเนอเรชั่นที่ 10 ของตระกูล ได้รับการสร้างสรรค์และพัฒนาออกมาให้มีความแตกต่างจากรุ่นก่อนหน้าอย่างชัดเจนแทบทุกมิติ มีการการยกระดับการออกแบบให้มีความทันสมัยให้อารมณ์สปอร์ตมากขึ้น ผสานกับขุมพลัง 1.8 ลิตร และ 1.5 ลิตร Turbo เป็นทางเลือก ที่ให้สมรรถนะการขับที่เร้าใจ ประหยัดเชื้อเพลิงดีขึ้น ที่สำคัญยังใส่เทคโนโลยีที่ช่วยอำนวยความสะดวกสบาย และอุปกรณ์เพื่อความปลอดภัยมาแบบเพียบๆ โดยในตัวถังซีดานทำตลาดทั้งหมด 4 รุ่นย่อย 2 ขนาดเครื่องยนต์ คือ 1.8 E, 1.8 EL, 1.5 Turbo และ 1.5 Turbo RS สำหรับรุ่นย่อยที่ทีมงาน 9Carthai ได้นำมารีวิวเป็นรุ่นท็อป 1.5 Turbo Rs ราคา 1,199,000 บาท

#

รายละเอียดด้านภายนอก นอกจากสีแดงที่สะดุดตาแล้ว อีกจุดหนึ่งที่เต็มเติมความโดดเด่นบริเวณด้านหน้า คือชุดไฟซึ่งมาในรูปแบบของ LED ทั้งไฟต่ำ-สูง และไฟเลี้ยว (รุ่นอื่นเป็นโปรเจคเตอร์) พร้อม Daytime Running Light (มีในทุกรุ่นย่อย) ในขณะที่ไฟตัดหมอกก็เป็นแบบ LED เช่นกัน
นอกจากนี้ยังเพิ่มความสปอร์ตมากขึ้นด้วยแถบกระจังหน้าสีดำเงา Piano Black ส่วนรุ่นย่อยอื่นเป็นกระจังหน้าแถบโครเมียม เช่นเดียวกับมือจับประตู ของรุ่น 1.8 E จะเป็นสีเดียวกับตัวรถ 1.8 EL และ 1.5 Turbo จะเป็นแบบโครเมียม ส่วนรุ่น 1.5 Turbo RS เป็นโครเมียมรมดำ

ไฟท้ายเป็น LED ดีไซน์แบบ C-Identity ทรงคล้ายบูมเมอแรง ที่ให้ภาพลักษณ์ค่อนข้างล้ำสมัย พร้อมเพิ่มความเร้าใจด้วยสปอยเลอร์แบบ Wing และไฟเบรกดวงที่ 3 แบบ LED

#

ในส่วนของดีไซน์ต้องบอกเลยว่าขึ้นอยู่กับรสนิยมและความชอบของแต่ละบุคคลครับ แต่ในมุมองของทีมงาน 9Carthai ให้ความเห็นว่ารูปลักษณ์ภายนอก Civic เจนฯ 10 นี้ ได้รับการออกแบบข้างค่อนลงตัว แม้ตัวรถเป็นสไตล์ซีดานแต่ทว่าสามารถสะท้อนกลิ่นอายความเป็นสปอร์ตออกมาได้อย่างโดดเด่น ด้วยเส้นสายด้านหน้าที่แบนราบลากไปบรรจบกับแนวหลังคาที่ไม่สูงชันมากนัก ผสานลื่นไหลต่อเนื่องไปถึงด้านท้ายที่ลาดโค้งอย่างลงตัว และมีค่า Cd หรือค่าสัมประสิทธิ์แรงเสียดทานดีขึ้นกว่าเดิมถึง 12% เรียกได้ว่ารถรุ่นนี้มีลักษณะเด่นคือ กว้าง –เตี้ย-แบน และยาวกว่าที่ CIVIC เคยมีมาก็ว่าได้

สำหรับล้อแม็ก Turbo RS และ Turbo เป็นขนาด 17 นิ้ว แบบทูโทนลายคล้ายกังหันพร้อมยาง BRIDSTONE TURANZA 215/50 ส่วนรุ่นย่อยอื่นมีขนาดแตกต่างกัน รุ่น 1.8 ลิตร ( E และ EL) ใช้ล้อแม็กขนาด 16 นิ้ว พร้อมยางขนาด 215/55

อีกหนึ่งจุดที่บ่งบอกถึงความต่างคือท่อไอเสีย รุ่น 1.5 Turbo และ 1.5 Turbo RS เป็นแบบท่อคู่ รุ่นย่อยอื่นเป็นท่อเดี่ยว มิติตัวรถ ยาว 4,630 มม. (ยาวกว่า FB 105 มม.) กว้าง 1,798 มม. (+50 มม.) สูง 1,415 มม. (-20 มม.) ระยะฐานล้อ 2,700 มม. (+30 มม.) ความกว้างช่วงล้อคู่หน้า/หลัง 1,547-1,563 มม. ความสูงใต้ท้องรถ 125 มม. น้ำหนัก 1,317 กก. ความจุถังน้ำมัน 47 ลิตร

ภายในห้องโดยสาร สัมผัสแรกทันทีเมื่อได้เข้ามานั่งภายในห้องโดยสารของ CIVIC Turbo RS ภาพรวมเสมือนว่าฮอนด้าต้องการสื่อสะท้อนไปทางสปอร์ตมากกว่าความเป็นลักชัวรี เห็นได้จากรายละเอียดเกือบทุกจุดเน้นถึงความเข้มและดุดันด้วยการใช้วัสดุสีดำเป็นหลัก สำหรับจุดสังเกตความแตกต่างของรุ่น 1.5 Turbo RS และ Turbo เมื่อเทียบกับรุ่น 1.8 คือธีมของสีวัสดุภายในห้องโดยสารเป็นสีดำล้วน ส่วนรุ่น 1.8 มีทั้งสีเบจและสีดำซึ่งขึ้นอยู่กับสีภายนอกของตัวรถเป็นหลัก การออกแบบคอนโซลหน้าให้ความรู้สึกถึงความทันสมัย ตกแต่งด้วยวัสดุแบบ Piano Black

ชุดเรือนไมล์แบบดิจิตอล ดีไซน์แบบล้ำๆ ที่แบ่งการแสดงผลเป็น 3 ช่องแยกกัน ก็ทำให้สามารถอ่านค่าต่างๆ ได้ง่าย ช่องซ้ายแสดงอุณหภูมิเครื่องยนต์ ตรงกลางความเร็วรอบ-ระดับความเร็ว-ตำแหน่งเกียร์ และสามารถเปลี่ยนรูปแบบหน้าจอแสดงผลในสถานะอื่นๆ ได้ เช่น เข็มทิศ อัตราสิ้นเปลืองเฉลี่ย หรือแบบเรียลไทม์ อีกทั้งของรุ่น 1.5 Turbo RS รวมทั้งรุ่น Turbo มีการเปลี่ยนโทนสีเรืองแสงบนมาตรวัด จากสีฟ้าเป็นสีแดงเสมือนต้องการเสริมอารมณ์ความสปอร์ตมากขึ้น พร้อมเพิ่มมาตรวัดการแสดงผลการทำงานของบูสต์เทอร์โบมาให้ด้วย
นอกจากนี้ยังมีระบบ ECO Coaching แถบไฟซึ่งทำหน้าที่แสดงผลการขับขี่แบบประหยัดน้ำมัน เสมือนโค้ชช่วยแนะนำให้ผู้ขับขี่ใช้เชื้อเพลิงอย่างรู้คุณค่า โดยวัดจากการเหยียบเบรกและคันเร่ง ซึ่งจะแสดงผลด้วยการเปลี่ยนสีที่มาตรวัดเรืองแสง บวกกับโทนแสงแดงขาวกี่ยิ่งเพิ่มอรรถรสความเร้าใจได้ดีพอสมควร

กลางคอนโซลเป็นระบบเครื่องเสียงหน้าจอสัมผัสขนาด 7 นิ้ว แบบ Advanced Touch (ยกเว้นรุ่น 1.8E เป็นจอขนาด 5 นิ้ว) สามารถควบคุมฟังก์ชั่นความบันเทิงทั้ง FM/AM ระบบนำทาง พร้อมเชื่อมต่อสมาร์ทโฟนอย่างสมบูรณ์แบบด้วย Bluetooth USB และ HDMI รองรับการเชื่อมต่อ Apple CarPlay (เฉพาะสมาร์ทโฟนบางรุ่น) Hands Free Telephone หน้าจอแสดงผลการเชื่อมต่อโทรศัพท์ไร้สาย มีช่องเสียบ USB เป็น 2 ตำแหน่ง และช่องเสียบ HDMI รวมทั้งเพิ่มลำโพงเป็น 8 ตัว ในขณะที่ระบบปรับอากาศเป็นแบบอัตโนมัติแยก ปรับอุณหภูมิแยกอิสระซ้าย-ขวา

#

ในส่วนของพวงมาลัยดีไซน์เป็น 3 ก้าน มีการตกแต่งด้วยวัสดุสีเทาตัววงหุ้มด้วยหนังสีดำและเดินตะเข็บด้วยด้ายสีขาว พร้อมสวิตช์มัลติฟังก์ชั่นที่สามารถควบคุมการทำงานต่าง ๆ ของรถได้อย่างสะดวก ก้านฝั่งซ้ายเป็นสวิตช์รับ-วางสายโทรศัพท์ สวิตช์สั่งการด้วยเสียงผ่าน Siri และแถบควบคุมชุดเครื่องเสียง ซึ่งมาพร้อมฟังก์ชั่นใหม่ Swipe ใช่นิ้วเลื่อนเพิ่ม-ลดเสียง ส่วนด้านขวาเป็นสวิตช์ระบบครูสคอนโทรล
นอกจากนี้พวงมาลัยก็สามารถปรับตำแหน่งได้ 4 ทิศทาง เพื่อรองรับกับสรีระของผู้ขับที่แตกต่างกันไป ที่สำคัญก็มีแป้น Paddle Shift ติดตั้งมาให้ช่วยเสริมอรรถรสการขับให้สนุกมากขึ้น นับเป็นอุปกรณ์เฉพาะของรุ่น Turbo RS เท่านั้น

ส่วนของคันเกียร์นับว่าอยู่ในระดับที่สะดวกและง่ายต่อการเอื้อมจับเพื่อเปลี่ยนเกียร์ อันเป็นผลจากการออกแบบคอนโซลเกียร์ให้เป็นสองชั้น แต่อีกมุมในการใช้งานของช่องชาร์จไฟ 12 โวลต์ พอร์ต HDMI และ USB ซึ่งติดตั้งให้ซ่อนอยู่ด้านในของคอนโซลชั้นล่าง ทำให้การใช้งานไม่สะดวกเท่าไรนัก แต่ก็ยังมีพอร์ต USB อีกหนึ่งตำแหน่งบริเวณช่องเก็บของใต้พนักท้าวแขน
ด้านทัศนะวิสัยในการมอง หลายคนอาจคิดว่าด้วยหลังคาที่ลาดต่ำจะมีพ้นหรือไม่สำหรับการขับขี่ แต่ทว่าเมื่อสังเกตที่เสา A-Pillar ก็เห็นได้ว่ามีขนาดไม่ใหญ่หรืออวบอ้วนนัก จึงช่วยให้มุมการมองเห็นกว้างขึ้น ซึ่งเมื่อบวกกับตำแหน่งของเบาะนั่งที่ค่อนข้างต่ำ ทำให้เวลานั่งจึงรู้สึกว่าอยู่ในระดับพอดีกับแนวกรอบกระจกหน้า ส่วนกระจกประตูคู่หน้าสามารถเลื่อนขึ้น-ลงได้แบบอัตโนมัติแบบวันทัช นอกจากนี้ในรุ่น 1.5 Turbo และ Turbo RS มีการเพิ่มฟังก์ชั่นการทำงานของปัดน้ำฝนอัตโนมัติมาให้อีกด้วย

สำหรับโซน Cockpit หลายคนที่เคยนั่งซีดานกว้างๆ แต่เมื่อมองเข้ามาในห้องโดยสารอาจจะคิดว่าลักษณะเหมือนโดนตีกรอบ ทำให้รู้สึกว่านั่งแล้วต้องอึดอัดแน่ๆ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะตำแหน่งเบาะต่ำให้มีลักษณะเหมือนเป็นหลุมยุบลงไป อีกทั้งคอนโซลกลางก็ค่อนข้างสูงจึงเหมือนว่าถูกแบ่งกั้นเป็นฝั่งใครฝั่งมัน แต่ทว่าเมื่อได้ลงหย่อนตัวนั่งลงไปกับนั่งได้ค่อนข้างสบายทีเดียว แต่อาจติดตรงเรื่องการเข้า-ออกตัวรถสักนิดครับ โดยเฉพาะเบาะคู่หน้า เพราะสันกรอบประตูค่อนข้างสูงเป็นผลต่อเนื่องมาจากเบาะที่ติดตั้งไว้ต่ำอีกนั่นแหละครับ เวลาเข้าทำให้ก้าวขาสูงเพื่อป้องกันเท้าจะก็จะไปเตะกับกรอบประตู รวมทั้งต้องระวังหัวซึ่งอาจไปโหม่งกับแผ่นบังแดดหรือกรอบประตูด้านบนได้

มาดูกันต่อที่เบาะนั่ง ได้รับการหุ้มด้วยวัสดุหนังแท้และหนังสังเคราะห์ (ยกเว้นรุ่น 1.8E ที่หุ้มด้วยผ้า) ภาพรวมดีไซน์นับว่าดูเรียบง่าย เดินตะเข็บด้วยด้ายสีขาวซึ่งดูแล้วไม่หวือหวานัก เบาะคู่หน้าตัวฐานยื่นมาด้านหน้าค่อนข้างเยอะ จึงช่วยซับพอร์ตใต้ท้องขอได้ดีพอสมควร ส่วนพนักพิงถือว่าค่อนข้างใหญ่และนิ่มปีกเบาะไม่สูง ผู้ขับร่างใหญ่บอกเลยว่านั่งได้ค่อนข้างสบายทีเดียว ส่วนคนรูปร่างผอมอาจรู้สึกว่าหลวมไม่กระชับกับสรีระมากเท่าไรนัก
ส่วนระยะ Head Room บอกเลยว่าไร้กังกลยังมีพื้นที่เหนือศีรษะเกือบฝ่ามือ เพราะด้วยตำแหน่งของเบาะที่ค่อนข้างต่ำ ฉะนั้นจึงไม่ต้องกังวลว่านั่งแล้วหัวจะไปชิดหรือชนกับเพดาน
นอกจากนี้ในส่วนเบาะคนขับยังสามารถปรับได้ 8 ทิศทาง ฝั่งผู้โดยสารด้านซ้ายปรับได้แค่ 4 ทิศทาง พร้อมเข็มขัดนิรภัย ELR 3 จุด ปรับระดับสูง-ต่ำได้ มีระบบสัญญาณเตือนให้คาดเข็มขัดนิรภัย ทั้งแบบสัญญาณไฟแดงกระพริบบนมาตรวัด

ส่วนเบาะแถวหลัง แม้แนวหลังคามีความลาดเอียงลง ซึ่งมองจากข้างนอกดูแล้วว่าคงนั่งได้ไม่สบายนัก แต่เมื่อได้ลองเข้าไปนั่งจริงกลับรู้สึกว่าไม่เป็นอย่างทีคิด เนื่องจากตำแหน่งของเบาะถูกติดตั้งไว้ค่อนข้างต่ำ พนักพิงก็ไม่ได้ตั้งชันมากนัก จึงมีระยะ Head Room เหลืออยู่พอสมควร และมีหมอนศีรษะมาให้ 2 ตำแหน่งสามารถปรับระดับได้ บวกกับฐานเบาะที่ยื่นมาข้างหน้าจึงช่วยซับพอร์ตใต้ท้องขวาได้ดีพอสมควร ที่สำคัญนั่งแล้วหัวเข่าไม่ล้นออกมา ฉะนั้นก็ไม่ต้องกังวลว่าจะไปเบียดกับเบาะคู่หน้า
ถ้านั่ง 3 คนคงไม่สบายนัก เนื่องจากเบาะตรงกลางไม่มีพนักพิงศรีษะมาให้ และตรงกลางทำเป็นพนักวางแขนซึ่งดึงออกมาจากพนักพิงได้ แถมบริเวณตรงกลางฐานเบาะของถูกออกแบบให้เป็นสันนูนขึ้น เสมือนแบ่งตำแหน่งนั่งซ้าย-ขวาไว้อย่างชัดเจน อย่างไรการลุกออกจากตัวเบาะอาจยากและต้องออกแรงสักนิดเพราะนั่งแล้วค่อนข้างจมลง
ส่วนการเข้า-ออกประตูหลังก็สะดวกเพราะประตูนั้นเปิดได้กว้าง สิ่งเดียวที่จะต้องระวังโดยเฉพาะคนรูปร่างสูง คือศีรษะจะไปชนกับกรอบประตูเท่านั้น

ส่วนห้องเก็บสัมภาระด้านท้ายสามารถเปิดได้จากรีโมทกุญแจ ปุ่มกดในรถ และปุ่มที่ฝาท้าย ภายในมีความจุมากถึง 525 ลิตร ซึ่งก็สามารถเก็บกระเป๋าเดินทางขนาดใหญ่ครั้งละ 2-3 ใบได้แบบสบายๆ แต่น่าเสียดายที่ไม่สามารถพับเบาะหลังแบบ 60 : 40 ได้
ทันสมัยด้วยฟีเจอร์เด่นกับระบบที่เรียกว่า Engine Remote Start (มีทุกรุ่นย่อย) สามารถสตาร์ทเครื่องยนต์และเปิดแอร์ด้วยรีโมทจากภายนอกรถ ข้อดีคือช่วยปรับอุณหภูมิภายในห้องโดยสารให้เย็นรอไว้ก่อนที่จะเข้ารถ โดยเฉพาะรถที่จอดไว้กลางแดดเปรี้ยงๆ (การใช้งานกด Lock 1 ครั้งกดปุ่มติดเครื่องยนต์ค้างไว้ 5 วินาที )
อีกหนึ่งระบบที่เรียกว่ามีอยู่ในรถ HONDA ยุคปัจจุบันเกือบทุกรุ่นคือ ECON Mod ซึ่งช่วยลดการใช้พลังงานที่สิ้นเปลือง โดยปรับการทำงานของเครื่องยนต์และระบบเกียร์ให้สัมพันธ์กัน เพื่อลดอัตราการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง ทั้งยังช่วยปรับการทำงานของระบบปรับอากาศและการหมุนเวียนอากาศในห้องโดยสารให้เหมาะสม ทำให้เครื่องยนต์ใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

เครื่องยนต์ 1.5 ลิตร รหัส L15B7 ซึ่งได้รัยการพัฒนาต่อยอดมาจากบล็อก L15 เดิม เป็นแบบ 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว 1,496 ซีซี. พร้อมระบบแปรผันวาล์ว VTEC (แบบ Dual VTC ทั้งฝั่งไอดี-ไอเสีย) ที่สำคัญระบบ VTECTURBO (Variable Valve Timing Electronic Control) ของเครื่องยนต์บล็อกนี้ ถือว่าต่างจากระบบ VTEC ที่อยู่ในเครื่องยนต์ NA ทั่วๆ ไปโดยจะต่างกันตรงที่ไม่สามารถแปรผันในส่วนของระยะยกวาล์วได้ แต่ก็ยังมีการแปรผันการรับไอดีและปล่อยไอเสียให้เหมาะสมกับรอบเครื่องยนต์ด้วยแท่งแคมชาฟท์

พ่วงความเร้าใจด้วยระบบอัดอากาศ Turbocharger TD03 แบบ Mono Scroll (บูสต์ประมาณ 1 บาร์) พร้อมเวสเกตแบบไฟฟ้า ระบบจ่ายเชื้อเพลิงแบบฉีดตรงสู่ห้องเผาไหม้ (Direct Injection) ให้กำลังสูงสุด 173 แรงม้า (PS) ที่ 5,500 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 220 นิวตัน-เมตร (22.41 กก.-ม.) 1,700-5,500 รอบ/นาที มีอัตราการปล่อยคาร์บอนไดอ็อกไซด์เพียง 132 กรัม/กม. ผ่านมาตรฐานไอเสีย Euro IV แต่รองรับน้ำมันเชื้อเพลิงสูงสุดได้เพียงแก็สโซฮอลล์ E20 (รุ่น 1.8 รองรับได้ถึง E85) สำหรับระบบเกียร์เป็นอัตโนมัติแบบ CVT ใหม่ อัตราทด 2.645-0.405 พัฒนาภายใต้เทคโนโลยี Earth Dreams Technology ซึ่งเป็นเกียร์คนละลูกที่อยู่ในเครื่องยนต์ 1.8 ลิตร จึงมีการออกแบบให้มีความอึดและทดทานต่อแรงบิดได้สูง
ช่วงขับทดสอบ การขับเน้นเหมือนใช้งานจริงในชีวิตประจำวัน โดยเปิดแอร์แบบ Auto เลือกใช้เส้นทางในเมืองเป็นหลักเพื่อสัมผัสความคล่องตัวและความสะดวกสบายในการขับ จากนั้นขับต่อเนื่องสู่ชานเมืองเพื่อพิสูจน์กับสมรรถนะของขุมพลังเทอร์โบ รวมระยะทางประมาณ 150 กม.
ด้านสมรถนะ แม้ว่า HONDA CIVIC เป็นรถขนาดซีดาน แต่การขับในเมืองซึ่งมีการจราจรค่อนข้างแออัด ก็สามารถใช้งานได้อย่างคล่องตัวไม่แตกต่างอะไรไปจากรถแบบซับคอมแพ็ค ทั้งการเปลี่ยนช่องทางจราจรเพื่อไปในเลนที่ลื่นไหลกว่า หรือแม้กระทั่งการขับในถนนหรือซอยแคบๆ ก็ไม่เป็นปัญหา อีกทั้งพวงมาลัยก็เป็นแบบ Dual Pinion พร้อมเพาเวอร์ผ่อนแรง มอเตอร์ไฟฟ้า DP-EPS (มีรัศมีวงเลี้ยว 5.33 หมุนสุด 2.2 รอบ) ทำให้สามารถควบคุมพวงมาลัยได้สะดวกและเบามือในช่วงความเร็วต่ำ และจะหน่วงมือขึ้นในขณะที่ใช้ความเร็ว
ต่อเนื่องการขับทดสอบมาบนถนนช่วงชานเมือง เริ่มขยับเพิ่มความเร็วได้มากขึ้นแต่ก็ยังอยู่ในระดับที่กฎหมายกำหนด ซึ่งหลายคนที่อาจดูจากสื่อโฆษณาต่างๆ อาจมองว่าเครื่องยนต์ของ CIVIC Turbo อยู่ในพิกัดแค่ 1.5 ลิตรเท่านั้น จะแรงได้สักแค่ไหน แต่ทว่าเมื่อมีหอยพิษหรือเทอร์โบมาช่วยเสริม ก็มีส่วนสำคัญในการเติมเต็มสมรรถนะการขับให้สนุกมากขึ้นแบบเกินคาด ทั้งในจังหวะการชู้ตตัวจากจุดหยุดนิ่ง หรือการเร่งแซงก็ทำได้อย่างมั่นใจ และมีแรงกระชากดึงให้ได้สัมผัสบ้างพอสมควร ในจังหวะความเร็วลอยตัว 100-140 กม./ชม. การเติมคันเร่งเพื่อเพิ่มความเร็วก็ทำได้ดีในระดับหนึ่ง แต่ก็ไม่ได้มาพุ่งแบบพรวดพลาดมากนัก ซึ่งในระดับเครื่องยนต์ 1.5 ลิตร บอกเลยว่าพิษสงเกินตัวทีเดียวครับ แต่ก็ต้องขอเตือนสำหรับผู้ขับมือใหม่ คันเร่งไฟฟ้าของ CIVIC Turbo RS ค่อนข้างไว้ แตะปุ๊บมาปั๊บแบบไม่ทันตั้งตัว และก็ดีเลย์เมื่อถอนคันเร่ง ทำให้รถยังมีแรงพุ่งไปข้างหน้าอยู่ ฉะนั้นควรปรับตัวและทำความเข้าใจคาแร็คเตอร์รถกันพอสมควรครับ ส่วนอัตราสิ้นเปลืองตัวเลขที่ทำได้บนหน้าปัดถือว่าไม่ขี้เหล่เมื่อเสร็จสิ้นการทดสอบ คือ 12.9 กม./ลิตร สำหรับการทำงานของเกียร์ นับว่างานทำได้ค่อนข้างไว มีอัตราทดที่ต่อเนื่องลื่นไหล และยิ่งเมื่อได้ลองเล่นกับแป้นแพดเดิ้ลชิฟท์ด้วยแล้ว ก็ยิ่งรู้สึกว่าให้ความสนุกมากขึ้นและเปลี่ยนอัตราทดได้อย่างรวดเร็ว
สำหรับการเก็บเสียง ในย่านความเร็ว 60-120 กม./ชม. นับว่ายังอยู่เกณฑ์ดีทีเดียวครับ แต่ทว่าในช่วง 120 กม./ชม. ขึ้นไป พบว่าความดังเริ่มบังเกิดครับ โดยเฉพาะบริเวณช่วงขอบประตูรู้สึกได้ว่ามีเสียงลมค่อนข้างชัดเจน อีกหนึ่งเสียงที่ได้ยินจนรู้สึกว่าอาจสร้างความรำคาญได้คือ คือ เสียงของยางที่บดกบผิวถนน ยิ่งกับพื้นผิวที่เป็นคอนกรีตยิ่งชัดมากขึ้นครับ
ระบบกันสะเทือน มาในรูปแบบของอิสระ 4 ล้อ ด้านหน้าเป็นแบบแม็กเฟอร์สัน สตรัท พร้อมเหล็กกันโคลง ส่วนด้านหลังแบบมัลติลิงค์ พร้อมเหล็กกันโคลง ระบบเบรกเป็นดิสก์ 4 ล้อ (ด้านหน้าแบบมีช่องระบายความร้อน) แน่นอนว่าความรู้สึกที่สัมผัสได้ในขณะที่นั่งควบอยู่บน Turbo RS ถือว่าค่อนข้างสวนทางกับความเป็นสปอร์ตซีดานไปสักหน่อย ซึ่งใครๆ ที่คาดหวังว่าจะได้เจอกับช่วงล่างสไตล์หนึบแน่นๆ ออกกระด้างนิดๆ บอกเลยว่าคุณจะสัมผัสไม่ได้ในรถคันนี้อย่างแน่นอน แต่ในทางตรงกันข้าม สิ่งที่คุณจะได้รับคือ คาแร็คเตอร์ที่ออกไปทางนุ่มนวลโยนตัวนิดๆ เมื่อสาดโค้งมากกว่า ในขณะที่การยึดเกาะถนนยังอยู่ในเกณฑ์ที่วางใจได้ โค้งยาวๆ หรือต่อเนื่องก็สาดเข้าไปได้กังวล ในขณะเดียวประสิทธิภาพของระบบเบรกนับว่าสามารถหยุดยั้งฝูงม้าระดับ 170 ตัวได้อยู่หมัด และเมื่อเทียบกับเจนฯ ก่อนหน้าอย่าง FB เจนฯ 10 ถือว่าดีกว่าเดิมเยอะทีเดียว แต่การหยุดหรือชะละอาจต้องกดแป้นเบรกลึกไปสักนิด เบรกถึงจะเริ่มทำงานฉะนั้นเจ้าของรถความปรับตัวใช้ชินกับคาแร็คเตอร์ของเบรกด้วย
ระบบความปลอดภัย มั่นใจด้วย ADVANCE SAFETY กับมาตรฐานความปลอดภัยครบครัน ทั้งระบบ Electric Parking Brake (เบรกมือไฟฟ้า) และ Brake Hold (สวิตซ์ที่ติดตั้งอยู่ที่คอนโซลกลาง) ซึ่งช่วยให้ผู้ขับไม่ต้องเหยียบเบรกค้างไว้เวลารถจอดหยุดนิ่ง (เหมาะสำหรับ คนที่ชอบเข้าเกียร์ D ค้างไว้เวลาจอดรถติด) และเมื่อคุณต้องการเคลื่อนตัวก็แค่เติมคันเร่งแล้วไปต่อได้เลย

#

#

จุดสำคัญซึ่ง CIVIC เจนฯ ล่าสุด มีเหนือกว่าแบรนด์อื่นๆ ในเซกเมนต์เดียวกันคือ ระบบ Honda Lane Watch เป็นระบบแสดงภาพมุมอับสายตาขณะเปลี่ยนเลน ชิดซ้าย หรือว่าเข้าซอย และช่วยลดจุดบอดในการมองเห็นของกระจกมองข้างด้านซ้าย โดยเฉพาะกับรถจักรยานยนต์ จักรยาน รวมไปถึงคนเดิน ซึ่งบางทีผู้ขับอาจไม่ทันเห็น ซึ่งเมื่อเราเปิดไฟเลี้ยวหรือกดสวิตช์ที่หัวไฟเลี้ยว กล้องที่ปลายกระจกมองข้างฝั่งซ้ายก็จับภาพและแสดงผ่านหน้าจอขนาด 7 ทันที เรียกว่าระบบนี้นับว่ามีประโยชน์และให้ความปลอดภัยได้อย่างยอดเยี่ยมทีเดียว

นอกจากนี้ยังมีระบบ Multi-angle Rearview Camera หรือกล้องส่องภาพด้านหลัง โดยสามารถเลือกดูมุมกล้องที่แตกต่างกันได้ทั้ง 3 แบบ คือ 130 และ 180 องศา หรือมุมจากแนวดิ่งด้านบน ช่วยเพิ่มทัศนะวิสัยในการถอย Hill Start Assist (HSA) ระบบช่วยออกตัวขณะอยู่บนทางลาดชัน และสัญญาณไฟฉุกเฉินอัตโนมัติขณะเบรกกะทันหัน รวมไปถึงถุงลมนิรภัย 6 จุด คู่หน้า ด้านข้างคู่หน้า และม่านถุงลมด้านข้าง

บทสรุป สำหรับการรีวิว HONDA CIVIC Sedan TURBO RS (Rallye Red) นับว่าเป็นเป็นสปอร์ตซีดาน 4 ประตู ที่มีคาแร็คเตอร์ค่อนข้างชัดเจน และมุ่งตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าผู้ชื่นชอบความเร้าใจมากกว่าลูกค้าที่ต้องการความลักชัวรี โดยเฉพาะในส่วนของรูปลักษณ์และเส้นสายอันเฉียบคมดุดัน ขุมพลังที่ขับได้สนุกมันส์เกินพิกัดซีซี แถมออปชั่นอำนวยความสะดวกและระบบความปลอดภัยก็มีให้แบบครบๆ ภายใต้ราคาตัวจบๆ 1,199,000 บาท
ชมคลิป