วันอังคาร, มีนาคม 19, 2019
หน้าแรก บล็อก หน้า 2

ใหม่ Nissan GT-R Premium Edition 2018 เปิดตัวครั้งแรกในไทย เคาะราคา 13.5 ล้านบาท

วันนี้ทางทีมงานเราต้องบอกเลยว่าสำหรับเจ้า Nissan GT-R Premium Edition 2018 ใหม่ ถูกเปิดตัวอย่างเป็นทางการครั้งแรกในไทย ชูจุดเด่นซุปเปอร์สปอร์ตคาร์ขุมพลัง V6 ขนาด 3.8 ลิตร ทวินเทอร์โบ 555 แรงม้า เคาะราคาจำหน่าย 13.5 ล้านบาท

รถซูเปอร์สปอร์ตที่มีความทันสมัย ประณีต และก้าวหน้าที่สุดเท่าที่นิสสันเคยผลิตมาสู่ประเทศไทย” มร.อันตวน บาร์เตส ประธาน นิสสัน มอเตอร์ (ประเทศไทย) กล่าว “นิสสันสามารถมอบนวัตกรรมและความตื่นเต้นเร้าใจเพื่อทุกคนอีกครั้ง เรานำลูกค้ามาเป็นหัวใจสำคัญในทุกๆ อย่างที่เราทำซึ่งเป็นเหตุผลที่นิสสันริเริ่มพัฒนารถซูเปอร์คาร์ที่ทุกคนเข้าถึงได้ เราได้ยินเสียงเรียกร้องที่ดังกระหึ่ม และชัดเจนจากแฟนของนิสสันในประเทศไทยที่ต้องการรถระดับตำนานอย่าง จีที-อาร์”

Nissan GT-R 2018 (R35) ใหม่ เป็นรถแกรนด์ทัวริ่งจัดวางห้องโดยสารแบบ 2+2 ที่นั่ง ถูกติดตั้งเครื่องยนต์เบนซิน V6 รหัส VR38DETT ความจุ 3.8 ลิตร ทวินเทอร์โบ ให้กำลังสูงสุด 555 แรงม้า ที่ 6,800 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 632 นิวตัน-เมตร ที่ 3,300 – 5,800 รอบต่อนาที ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติคลัทช์คู่ 6 สปีด สามารถเปลี่ยนเกียร์ได้ภายในเวลาชั่วพริบตา เพียง 0.15 วินาทีเมื่ออยู่ในโหมด R-Mode ถ่ายกำลังลงพื้นด้วยระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ

Nissan GT-R Premium Edition 2018 ใหม่ ถูกออกแบบกระจังหน้าทรง V-motion และฝากระโปรงหน้าใหม่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการไหลเวียนอากาศ, กันชนหน้าติดตั้งดิฟฟิวเซอร์แบบคาร์บอน SMC, กันชนหลังติดตั้งดิฟฟิวเซอร์แบบคาร์บอนคอมโพสิท, ล้อฟอร์จอัลลอย Rays ซุปเปอร์ไลต์เวตขนาด 20 นิ้ว พร้อมยางรันแฟลต Dunlop SP Sport Maxx GT 600 DSST CTT ที่ออกแบบมาเพื่อรองรับช่วงล่างโดยเฉพาะ

ในรุ่น Premium Edition ถูกติดตั้งโช๊คอัพบิลสไตน์ แดมพ์โทรนิก (Bilstein® DampTronic) ซึ่งผู้ขับขี่สามารถปรับตั้งได้ 3 โหมดคือ Normal, Comfort และ R ติดตั้งระบบเบรกของเบรมโบ (Brembo®) โมโนบล็อก แบบคาลิปเปอร์ 6 สูบที่ด้านหน้าและ 4 สูบที่ด้านหลัง พร้อมจานดิสก์เบรกของเบรมโบลอยตัวสองชิ้นแบบเจาะรูและเซาะร่องกลางจานขนาด 390 มม. ที่ล้อหน้าและ 380 มม. ที่ล้อหลัง

ภายในห้องโดยสารติดตั้งเบาะนั่งหุ้มวัสดุหนังปรับด้วยระบบไฟฟ้า แผงคอนโซลตกแต่งด้วยวัสดุหนังที่ตัดเย็บด้วยมือ, ติดตั้งหน้าจอ Display Command ขนาด 8 นิ้ว พร้อมเครื่องเสียง Bose รองรับ CD/MP3/AUX และ USB 2 ตำแหน่ง ขับกำลังเสียงผ่านลำโพง 11 ตัว พร้อมระบบนำทาง, พวงมาลัยหุ้มหนังแบบ 3 ก้าน พร้อมแป้นเปลี่ยนเกียร์ดีไซน์ใหม่, ระบบปรับอากาศอัตโนมัติ 2 โซน เป็นต้น

ลูกค้าสามารถเลือกสีภายในห้องโดยสารได้ 4 สี คือ Black Amber, Ivory, Saddle Tan และ Red Amber กับสีตัวถังภายนอกทั้ง 6 สี ได้แก่ Katsura Orange, Vibrant Red, Pearl Black, Gun Metallic, Pearl White และ Pearl Blue

เปิดตัว 2018 DODGE CHALLENGER SRT DEMON 840 แรงม้า ที่มีอัตราเร่งเร็วที่สุดในโลก ชมคลิป

วันนี้ทางทีมงานเราต้องบอกเลยว่าสำหรับเจ้า Dodge Challenger SRT Demon รุ่นปี 2018 ภายในงานดังกล่าว ความตื่นเต้นคงไม่ใช่รูปร่างหน้าตาที่เหมือนมัสเซิลคาร์สไตล์อเมริกันเดิมๆ แต่ความเร้าใจอยู่ที่ ขุมพลังเครื่องยนต์ ที่ให้แรงม้าสูงสุดถึง 840 ตัว

ที่ทำให้ Challenger SRT Demon กลายเป็น Production car ที่มีอัตราเร่งที่ดีที่สุดในโลก อีกทั้งยังเป็นรถที่ทำความเร็วในระยะ quarter mile ได้เร็วที่สุดในโลกเช่นกัน

2018 Dodge Challenger SRT Demon

Demon ใช้พื้นฐานของ Challenger SRT Hellcat ที่ได้รับการปรับแต่งเพิ่มเติมในหลายส่วน จนกลายเป็นรถที่มีอัตราเร่งที่เร็วที่สุดในโลก ด้วยขุมพลังเครื่องยนต์ V8 ความจุ 6.2 ลิตร มาพร้อมระบบอัดอากาศอย่างซุปเปอร์ชาร์จเจอร์ ทำให้ตัวเลขกำลังสูงสุดจากเดิม 707 แรงม้า ที่ทำได้โดย Hellcat เพิ่มขึ้นมาเป็น 840 แรงม้า โดยตัวเครื่องยนต์เองได้รับการปรับเปลี่ยนลูกสูบ ก้านสูบ รวมถึงวาล์วชุดใหม่ มาพร้อมระบบปั๊มน้ำมันเชื้อเพลิงแบบ 2 ระดับ 2 ชุดด้วยกัน นอกจากนั้นยังมีการปรับรอบเครื่องยนต์สูงสุดจาก 6,200 ไปเป็น 6,500 รอบ/นาที เสริมความแข็งแรงของระบบช่วงล่าง ด้วยเหล็กกันโคลง รวมถึงเพิ่มช่องดักอากาศบนฝากระโปรงหน้า บริเวณช่องไฟหน้า และบริเวณล้อ

ผลลัพธ์ที่ได้ก็คือ Challenger SRT Demon สามารถทำความเร็วจาก 0-60 ไมล์/ชั่วโมง หรือ 96 กิโลเมตร/ชั่วโมง ภายในเวลา 2.3 วินาทีเท่านั้น รวมถึงการทำความเร็วในระยะ Quarter mile ได้ในเวลา 9.65 วินาทีที่ความเร็ว 225 กิโลเมตร/ชั่วโมง ทำลายสถิติเดิมของ Guinness World Record

Challenger SRT Demon ถือว่าเป็น production car แบบ street legal หรือใช้ขับบนถนนได้อย่างถูกกฏหมายรุ่นแรก ที่สามารถใช้น้ำมันเชื้อเพลิงไร้สารตะกั่วที่มีค่าออกเทนมากกว่า 100 ขึ้นไปได้ เพื่อสมรรถนะสูงสุดของรถ ซึ่งปกติแล้ว Demon ที่ผลิตจากโรงงาน จะรองรับการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงออกเทน 91 เป็นมาตรฐาน แต่ด้วยระบบเครื่องยนต์แบบ Demon Crate ที่มาพร้อมโมดูลควบคุมระบบขับเคลื่อนรุ่นใหม่ล่าสุด ทำให้มัสเซิลคาร์รุ่นนี้ สามารถรีดพละกำลังออกมาได้มากถึง 840 แรงม้า และเช่นเดียวกับ Hellcat Demon ที่มีฟังชั่นให้เลือก 2 แบบตามระดับกำลัง คือที่ 500 แรงม้าและ 808 แรงม้าที่ red line และขยับได้สูงเป็น 840 แรงม้าเมื่อเลือกใช้โมดูลควบคุมระบบขับเคลื่อนชุดใหม่ เพื่อการปลดปล่อยพละกำลัง ให้เป็นไปตามต้องการ

นอกจากนั้น Demon ยังได้รับการติดตั้งระบบส่งกำลังอัตโนมัติ 8 สปีด TorqueFlite รหัส 8HP90 ใหม่ล่าสุด รวมถึงการอัพเกรด torque converter ที่ช่วยให้แรงบิดเพิ่มขึ้นอีก 18% เมื่อทำงานร่วมกับระบบ Transbrake โดยระบบดังกล่าว จะทำการล็อค output shaft ของระบบส่งกำลัง จนรอบเครื่องยนต์แตะระดับ 2350 รอบ/นาที จึงทำการคลายตัว เพื่อการออกตัวที่สมบูรณ์แบบ อีกสิ่งหนึ่งที่ลืมไม่ได้ก็คือ ยาง Nitto Drag Radial แบบ street legal ที่ช่วยในการออกตัวได้มากขึ้น 40% เมื่อเทียบกับรุ่น Hellcat
2018 Dodge Challenger SRT Demon

Demon ยังมีน้ำหนักตัวที่เบากว่ารุ่น Hellcat ถึง 200 ปอนด์ ซึ่งเกิดจากการที่ Dodge ได้ถอดเบาะนั่งผู้โดยสารด้านหน้าและด้านหลังออก รวมถึงลำโพง 16 ตัว การใช้เหล็กกันโคลงแบบท่อกลวง ติดตั้งคาลิปเปอร์เบรคทำจากอลูมิเนียมน้ำหนักเบา รวมถึงการนำสายไฟ หรือสายสัญญาณต่างๆที่ไม่จำเป็นออกไป แต่ถ้ามีลูกค้าคนใดต้องการเบาะนั่งผู้โดยสาร ก็เพียงจ่ายเงินเพิ่มแค่ 1 เหรียญสหรัฐต่อ 1 เบาะเท่านั้น
การผลิต Dodge Challenger SRT Demon จะเริ่มขึ้นในช่วงฤดูร้อน ด้วยจำนวนการผลิตเพียง 3000 คันสำหรับอเมริกา และ 300 คันสำหรับแคนาดา…
ชมคลิป

ขอบคุณ youtube

ใหม่ AII-New Mercedes-Benz E350e 2018-2019

วันนี้ทางทีมงานเราต้องบอกเลยว่าสำหรับ Mercedes-Benz E350e รุ่นล่าสุดภายใต้แบรนด์ “EQ – Electric Intelligence by Mercedes-Benz” (อีคิว – อีเลคทริค อินเทลลิเจนซ์ บาย เมอร์เซเดส-เบนซ์) ที่มาเติมเต็มรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดในกลุ่ม Contemporary Luxury Sedan ให้ครบครัน โดยรถยนต์รุ่นนี้โดดเด่นด้วยสมรรถนะอันยอดเยี่ยม เทคโนโลยีอันล้ำสมัย ระบบความปลอดภัยอันเป็นเลิศ พร้อมอัตราการปล่อย CO2 ที่ 49-57 กรัม/กิโลเมตร

รีวิว Ford Ranger Raptor ตะลุยออฟโรดสายโหด

วันนี้ทางทีมงานเราต้องบอกเลยว่าสำหรับ กระบะ ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ (Ford Ranger Raptor) ซึ่งอัดแน่นด้วยดีเอ็นเอของฟอร์ด เพอร์ฟอร์แมนซ์ (Ford Performance) เด่นด้วยนวัตกรรมเครื่องยนต์ดีเซล Bi-Turbo (เทอร์โบคู่) ขนาด 2.0 ลิตร ซึ่งให้ความแรงถึง 213 แรงม้า แรงบิด 500 นิวตันเมตร ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 10 สปีด พร้อมระบบ Terrain Management System 6 โหมดที่มีโหมดเด่นอย่าง บาฮา ซึ่งได้แรงบันดาลใจจากรายการแข่งออฟโรด Baja 1000 สุดโหด โหมดบาฮา เน้นขับลุยเร็วไปกับเส้นทางออฟโรดด้วยการลด Traction Control แต่เพิ่มการการตอบสนองของเครื่องยนต์ การเปลี่ยนเกียร์ที่ฉับไวเหมาะสมกับสภาพพื้นผิว ท้าทายกับการขับออฟโรดแบบโหดๆ ตามนิยาม เกิดมาแกร่ง

“MINI Hatch 2018” ไมเนอร์เชนจ์ใหม่ เคาะราคาจำหน่ายเริ่มต้น 2,150,000 บาท

ทีมงานไทคาร์นิวส์ต้องขอบอกเลยว่าหลังจากที่ MINI Hatch 2018 และ MINI Convertible 2018 โฉมไมเนอร์เชนจ์ถูกเปิดตัวไปก่อนหน้านี้ ล่าสุด มินิประเทศไทยประกาศราคาจำหน่ายเวอร์ชั่นไมเนอร์เชนจ์ใหม่ โดยรุ่น Hatch 3-Door และ 5-Door มีให้เลือกทั้งหมด 4 รุ่นย่อย ประกอบด้วย Cooper, Cooper D, Cooper S และ Cooper S Hightrim

MINI 2018 โฉมไมเนอร์เชนจ์ (LCI) ใหม่ มีการปรับดีไซน์ไฟท้าย LED ที่ออกแบบให้เป็นรูปธง Union Jack พร้อมทั้งติดตั้งโลโก้ MINI แบบใหม่ ที่ออกแบบเน้นความเรียบง่ายด้วยรูปลักษณ์ 2 มิติ ติดตั้งบริเวณฝากระโปรงหน้ารถ, ฝากระโปรงท้ายรถ, พวงมาลัย และกุญแจรีโมท

 

ภายในห้องโดยสารติดตั้งหน้าจอขนาด 8.8 นิ้ว และ 6.5 นิ้ว (ขึ้นอยู่กับรุ่นย่อย) พร้อมระบบเชื่อมต่อ MINI Connected, ติดตั้งพวงมาลัยแบบ 3 ก้านดีไซน์ใหม่, ฟังก์ชั่นจำกัดความเร็ว, แท่นชาร์จโทรศัพท์แบบไร้สาย (Wireless Charging) และ MINI Logo Projection สำหรับฉายโลโก้รูปมินิลงบนพื้นขณะเปิดประตูรถ

ในรุ่น Cooper และ Cooper D ถูกติดตั้งเครื่องยนต์เบนซินและดีเซล MINI TwinPower Turbo แบบ 3 สูบ ขนาด 1.5 ลิตร ส่วนรุ่น Cooper S ถูกติดตั้งเครื่องยนต์แบบ 4 สูบ ขนาด 2.0 ลิตร ที่ให้กำลังสูงสุด 192 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 280 นิวตัน-เมตร ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ Steptronic 7 สปีด Double Clutch Transmission

ตัวถังมีให้เลือกอีก 3 สีใหม่ ได้แก่ คือสีเทา Emerald Grey Metallic, สีน้ำเงิน Starlight Blue Metallic และสีส้ม Solaris Orange Metallic ขณะที่ Cooper S เพิ่มการตกแต่งด้วย Piano Black Exterior สีดำเงาที่กรอบโคมไฟหน้า โคมไฟท้าย และกระจังหน้ารถ

 

ราคาจำหน่าย MINI Hatch 3-Door, 5-Door และ Convertible รุ่นปี 2018 (LCI) มีดังนี้

MINI Hatch 3-Door
• MINI Cooper ราคา 2,150,000 บาท
• MINI Cooper D ราคา 2,390,000 บาท
• MINI Cooper S ราคา 2,710,000 บาท
• MINI Cooper S Hightrim ราคา 2,850,000 บาท

MINI Hatch 5-Door
• MINI Cooper ราคา 2,190,000 บาท
• MINI Cooper D ราคา 2,430,000 บาท
• MINI Cooper S ราคา 2,750,000 บาท
• MINI Cooper S Hightrim ราคา 2,890,000 บาท

MINI Convertible
• MINI Cooper S ราคา 3,000,000 บาท

 

 

เตรียมหวนทำตลาดในยุโรป !! Toyota Camry 2018

ทีมงานไทคาร์นิวส์ต้องขอบอกเลยว่า Toyota Camry 2018 เตรียมเปิดตัวอย่างเป็นทางการที่ยุโรป พร้อมเครื่องยนต์เบนซินไฮบริด 2.5 ลิตร ภายในช่วงต้นปี 2019 นี้

การเปิดตัว Toyota Camry 2018 ในตลาดยุโรปดังกล่าว ถือเป็นการหวนคืนตลาดยุโรปครั้งแรกในรอบกว่า 14 ปี โดยจะใช้ดีไซน์เดียวกับ Camry ในตลาดอเมริกาเหนือที่เปิดตัวไปก่อนหน้านี้ พร้อมขุมพลังเบนซินไฮบริดขนาด 2.5 ลิตร

ทั้งนี้ Toyota Camry ถูกเปิดตัวเป็นครั้งแรกเมื่อปี 1982 ทำตลาดในกว่า 100 ประเทศทั่วโลก มียอดจำหน่ายสะสมกว่า 19 ล้านคัน ขณะที่โฉมล่าสุดนับเป็นเจเนอเรชั่นที่ 8 แล้ว มียอดจำหน่ายทั่วโลกกว่า 7 แสนคันต่อปี ซึ่งโตโยต้าระบุว่า Camry เป็นรถยนต์กลุ่ม D และ E เซ็กเมนต์ที่ขายที่สุดในโลกขณะนี้

Toyota Camry 2018 เตรียมเปิดตัวในยุโรปในช่วงไตรมาสแรกของปี 2019

 

 

 

เทียบสเปคกันชัดๆเลย !! MG3 2018 และ Toyota Yaris 2018 รุ่นไหนคุ้มกว่ากัน #ตัวท็อปต่างกันหมื่นบาท

 

ทีมงานไทคาร์นิวส์ต้องขอบอกเลยว่า MG3 2018 โฉมไมเนอร์เชนจ์ใหม่ ถูกเปิดตัวไปสดๆ ร้อนๆ เมื่อวันที่ 21 มิถุนายนที่ผ่านมา มีการปรับดีไซน์และอ็อพชั่นใหม่ทั้งหมด หากนำมาเทียบกับ Toyota Yaris 2018 รุ่นท็อปสุดที่มีราคาต่างกัน 10,000 บาทพอดี รุ่นไหนจะคุ้มค่ากว่ากัน

 

แม้ว่าทั้ง MG3 และ Toyota Yaris จะถูกวางไว้ต่างเซ็กเม้นต์กัน เนื่องจาก MG3 ติดตั้งเครื่องยนต์ 1.5 ลิตร ขณะที่ Yaris อยู่ในพิกัดอีโคคาร์เครื่องยนต์ 1.2 ลิตร แต่ราคาจำหน่ายของทั้งคู่อยู่ในระดับใกล้เคียงกัน จนหลายคนใช้เป็นตัวเลือกในการเปรียบเทียบก่อนซื้อจริง เราจะไปดูสเป็คของทั้ง 2 รุ่นว่ามีความแตกต่างกันอย่างไรบ้าง?

ครื่องยนต์และมิติตัวถัง

     MG3 ได้เปรียบเรื่องตัวเลขสมรรถนะมากกว่า Yaris ที่มีเครื่องยนต์เล็กกว่าอย่างชัดเจน ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติแบบ Torque Converter 4 จังหวะที่ดูล้าสมัยไปบ้าง แต่น่าจะแก้จุดด้อยของเกียร์ SeleMatic เดิมได้ ขณะที่ Yaris ได้เปรียบในด้านตัวถังที่มีขนาดใหญ่กว่าอย่างชัดเจน พร้อมความยาวฐานล้อที่มากกว่าอยู่ 30 มิลลิเมตร

 

อุปกรณ์ภายนอก

อุปกรณ์มาตรฐานภายนอกของทั้ง 2 รุ่นติดตั้งมาให้ใกล้เคียงกัน ทั้งคู่ติดตั้งไฟหน้าแบบโปรเจคเตอร์ฮาโลเจน พร้อม Daytime Running Light แบบ LED มาให้ มีระบบเปิด-ปิดไฟหน้าอัตโนมัติพร้อมระบบส่องสว่างหลังจากดับเครื่องยนต์ แต่จุดเด่นสำคัญของ MG3 ก็คือ หลังคาซันรูฟ ที่ยังไม่มีในคู่แข่งระดับเดียวกัน

 

อุปกรณ์ภายใน

MG3 ได้เปรียบในเรื่องระบบอินโฟเทนเม้นท์ i-SMART ที่รองรับการเชื่อมต่อผ่านสมาร์ทโฟนเพื่อเช็คสถานะรถหรือสั่งงานจากระยะไกลได้ และยังรวบรวมฟังก์ชั่นหลายอย่างเข้าไว้ด้วยกัน อีกทั้งยังมีระบบ Cruise Control สำหรับการขับขี่ระยะไกลได้

     ขณะที่ Yaris ก็ไม่ลืมฟังก์ชั่นยอดนิยมอย่างกุญแจ Smart Entry พร้อมปุ่ม Push Start ขณะที่ชุดเครื่องเสียงเป็นแบบธรรมดาไม่มีหน้าจอสัมผัสมาให้

 

ระบบความปลอดภัย

 

Toyota Yaris เหนือกว่าชัดเจนด้วยถุงลมนิรภัย 7 ตำแหน่ง ขณะที่ MG3 มีเฉพาะคู่หน้าเท่านั้น ประกอบกับฟังก์ชั่นพิเศษอย่างระบบป้องกันลื่นไถลขณะลดเกียร์ฉับพลัน MSR และระบบควบคุมเบรกขณะเข้าโค้ง CBC มาให้ ซึ่งระบบเหล่านี้ยังไม่เห็นในคู่แข่งรายใดทั้งสิ้น

 

อย่างไรก็ดี ก่อนซื้อควรสัมผัสคันจริงของทั้ง 2 รุ่นก่อนตัดสินใจ รวมถึงศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมอย่างละเอียด เพื่อจะได้รถที่ตรงใจเรามากที่สุดครับ

ราคาจำหน่ายทั้ง 2 รุ่น มีดังนี้

MG3 1.5 V ราคา 629,000 บาท
Toyota Yaris 1.2 G ราคา 619,000 บาท

 

ขอขอบคุณภาพจาก : sanook

เน้นๆ พริตตี้บูธ Sony MotorShow 2018 น่ารักละลานตา

วันนี้ทางทีมงานเราจะพามาดูบูธที่ไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง กับพริตตี้บูธโซนี่ในงานมอเตอร์โชว์ 2018 ที่รวมบรรดาพริตตี้แนวหน้าของเมืองไทยมาไว้ที่นี้เลยเชียว ต้องบอกว่าใครที่มาเดินงานต้องแวะเวียน มาชมความน่ารักของพวกเธอให้จงได้เลยเชียว ลองไปชมความน่ารักของสาวๆ น้องถิงถิง, น้องลูกเกด, น้องจา, น้องติส, น้องโอ๋ลี่, น้องหยก

#

#

#

#

#

#

#

#

#

#

#

#

#

#

#

#

#

#

#

#

#

#

#

#

#

#

#

#

#

#

#

#

#

#

#

#

#

#

#

#

#

#

#

#

#

#

#

#

#

#

#

#

#

#

#

#

#

#

#

#

#

#

#

#

#

#

เพลินๆ พริตตี้ PTT มอเตอร์โชว์ 2018 สวยงามตามท้องเรื่อง

วันนี้ทางทีมงานเราจะพามาดูอีกหนึ่งบูธที่เป็นไฮไลท์ของงานมอเตอร์โชว์ กับบูธปตท. PTT ที่ครั้งนี้ก็พาสาวๆ พริตตี้มายืนต้อนรับอยู่ที่บูธกันแถมบูธนี้ชุดยังงดงาม สาวๆ พริตตี้ใส่แล้วก็สวยงามตามท้องจริงๆ

#

#

#

#

#

#

#

#

#

#

#

#

#

#

#

#

#

#

#

#

#

#

#

#

#

#

#

#

#

#

พริตตี้ ฮุนได มอเตอร์โชว์ 2018 ปิดท้ายฟินนาเล่ งดงามทุกคน

วันนี้ทางทีมงานเราจะพามาดูสำหรับงานมอเตอร์ โชว์ครั้งนี้ ต้องขอจบลงด้วยสาวๆ พริตตี้จากบูธฮุนได ที่สมบูรณ์แบบ ความน่ารักไม่ต้องมาบรรยายให้มากความ พริตตี้ทุกคนน่ารัก สวยงามยกบูธ แถมยังเป็นกันเองแบบสุดๆ

#

#

#

#

#

#

#

#

new host