วันจันทร์, มกราคม 21, 2019
หน้าแรก บล็อก หน้า 3

#เผยโฉมซูเปอร์ไบค์ Ducati V4 อัดแน่นด้วยเทคโนโลยี เสริมสมรรถนะสุดล้ำ

วันนี้ทางทีมงานเราจะพามาดู All-New Ducati Desmosedici Stradale V4 หรือ Ducati Panigale V4 ซูเปอร์ไบค์ 4 สูบ ที่ได้รับการพัฒนาต่อยอดจาก Ducati Panigale บรรจุเครื่องยนต์ 1,103 ซีซี. 4 สูบ ใหม่ล่าสุด
เริ่มจากขุมพลังของ Ducati Desmosedici Stradale V4 หรือ Ducati Panigale V4 เป็นเครื่องยนต์ 4 สูบ ความจุ จุ 1,103 ซีซี. พร้อมวาล์ว Desmodromic 16 ตัว DOHC โดยได้ออกแบบจังหวะของการจุดระเบิดตั้งแต่ 0° – 90° – 290° และ 380° แม้น้ำหนักจะมากถึง 64.5 กก. ซึ่งหนักกว่าเครื่องยนต์ Superquadro L-Twin เดิมเพียง 2 กก. แต่น้ำหนักโดยรวมก็ถือว่าเบาพอสมควร และให้สมรรถนะที่สูงขึ้น โดยได้ระบุว่าสามารถให้สมรรถนะสูงสุด 210 แรงม้า ที่ 13,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 120 นิวตัน-เมตร แบบยาวๆ ตั้งแต่ 8,750 – 12,250 รอบ/นาที รอบ Redline สูงสุด 14,000 รอบ/นาที มาตรฐานไอเสีย Euro4 ส่งกำลังด้วยเกียร์ 6 สปีด พร้อมคลัทช์เปียกแบบควบคุมด้วยระบบไฮดรอลิก 11 แผ่น และ Ducati Quick Shift (DQS) นอกจากนี้ ทางดูคาติยังได้มีแพ็คเกจเพิ่มสมรรถนะให้สูงขึ้นอีก 220 แรงม้า ด้วยชุดท่อไอเสียไททาเนียมจาก Akrapovic

สำหรับระบบไฟฟ้าต่างๆ ที่อยู่ใน Ducati Panigale V4 2018 ได้รับการพัฒนาใหม่ภายใต้เทคโนโลีจาก Ducati และซัพพลายเออร์ชั้นนำ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการควบคุมมากยิ่งขึ้น ได้แก่
IMU 6D
ABS Cornering Bosch EVO
Ducati Traction Control EVO (DTC EVO)
Ducati Slide Control (DSC)
Ducati Wheelie Control EVO (DWC EVO)
Ducati Power Launch (DPL)
Ducati Quick Shift up/down EVO (DQS EVO)
Engine Brake Control EVO (EBC EVO)
Ducati Electronic Suspension EVO (DES EVO)
เป็นต้น

“Front Frame” เป็นชื่อของเฟรมรถใหม่จากดูคาติ ที่ได้รับการออกแบบและพัฒนาใหม่เพื่อให้มีน้ำหนักที่เบาลง โดยใช้เครื่องยนต์เป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้าง จึงทำให้ตัวรถมีน้ำหนักที่เบาลงต่ำสุดถึง 195 กก. และเมื่อเทียบกับเฟรมรถแบบ Monocoque ตัว Front Frame ช่วยลดการสั่นสะเทือนเมื่อวิ่งบนถนนที่ขรุขระได้ดีกว่า

ระบบกันสะเทือนใน รุ่นมาตรฐาน จะติดตั้งโช้คอัพปรับระดับ Big Piston Fork (BPF) จาก Showa ขนาด 43 มม. พร้อมกันสะบัดจาก Sachs ส่วนโช้คหลังเป็นแบบโมโนโช้คปรับระดับได้ของ Sachs ส่วนระบบเบรกเป็นชุดดิสก์เบรก พร้อมคาลิปเปอร์เบรกใหม่ล่าสุด Stylema monobloc จาก Brembo ซึ่งเป็นชุดเบรกที่ได้รับการพัฒนาใหม่จาก M50 ที่ได้รับการพัฒนาวัสดุคาลิเปอร์เบรกให้เบาลง โดยยังคงความแข็งแกร่งอย่างเต็มเปี่ยม

นอกจากนี้ยังมีโหมดขับขี่ 3 โหมด ได้แก่ Race, Sport และ Street , ระบบแสดงผลข้อมูลผ่านเรือนไมล์จอ TFT ขนาด 5 นิ้ว, ระบบไฟ LED เป็นต้น จึงเป็นรถซูเปอร์ไบค์ที่ล้ำสมัย น่าสัมผัสมากที่สุดเลยทีเดียว

สำหรับรุ่นย่อย และราคาจำหน่าย Ducati Desmosedici Stradale V4 หรือ Ducati Panigale V4 ประกอบไปได้วย Ducati Desmosedici Stradale V4 รุ่นมาตรฐาน ราคา 19,250 ปอนด์ (ราวๆ 840,000 บาท), Ducati Desmosedici Stradale V4 Panigale V4 S ราคา 23,895 ปอนด์ (ราวๆ 1,043,000 บาท) พร้อมโช้คอัพแบบปรับระดับจาก Öhlins โดยโช้คหน้าเป็น NIX-30 ส่วนโช้คหลังเป็น TTX36 นอกจากนี้ยังได้ติดตั้งกันสะบัดจาก Öhlins ด้วย, ล้อฟอร์จอลูมีเนียม และแบตเตอรี่ลิเธียมไอออน ปิดท้ายด้วย Ducati Desmosedici Stradale V4 Speciale ราคา 34,995 ปอนด์ (ราวๆ 1,527,000 บาท) ซึ่งเป็นรถรุ่นพิเศษอัพเกรดอุปกรณ์สำหรับแข่งขันเต็มพิกัด ผลิตจำนวนจำกัด โดยจะได้รับทั้งเลขลำดับการผลิต จาก 1-1500 พร้อมชุดแต่งพิเศษ ท่อไอเสียไททาเนียม ชุดอัพเกรดคาร์บอนและบิลเล็ต เป็นต้น

#

#

#

#

#NEW HONDA CIVIC SEDAN TURBO RS (Rallye Red) สีจี๊ดจ๊าด ขุมพลังเร้าใจ ดีไซน์ลงตัว ชมคลิป

หากเราสังเกตรถบนท้องถนนในปัจจุบัน สีของรถส่วนใหญ่ที่เห็นกันแบบจนชินตา โดยมากมักเป็นสีพื้นอย่างเทา ดำ น้ำเงินเข้ม หรือไม่ก็สียอดฮิตคือเป็นขาวไปเลย ส่วนสีแดงก็มักเป็นเฉดทีไม่ใช่แดงแป๊ดซะทีเดียว ซึ่งที่กล่าวมาไม่ได้หมายความว่าสีนี้นั้นไม่สวย แต่ก็ขึ้นอยู่ว่าคนที่เลือกใช้นั้นถูกจริตหรือถูกชะตาแค่ไหน โดยส่วนตัวของผู้เขียนเองต้องบอกเลยว่าไม่ถูกโฉลกกับสีโทนนี้เท่าไรนัก แต่เร็วๆ นี้ก็มีรถซีดานรุ่นหนึ่งที่เข้ามาเปลี่ยนความรู้สึกนี้ได้แบบเฉียบพลัน ต้องย้ำเลยว่า เฉียบพลัน! จริงๆ
โดยที่กล่าวมาในข้างต้นรถที่ผมเอ่ยถึงก็คือ ‘HONDA CIVIC’ เจเนอเรชั่นที่ 10 สีแดงแรลลี่ หรือ Rallye Red ซึ่งเป็นสีใหม่ที่เปิดตัวไปเมื่อช่วงปลายปี 2017 มีเฉพาะรุ่นย่อย 1.5 Turbo RS และ 1.8 EL เท่านั้น ที่ต้องบอกว่าทำไมถึงเปลี่ยนใจชอบสีนี้ ก็เพราะมันเป็นสีแดงที่บรรจงสังสรรค์ออกมาได้ค่อนข้างลงตัวและโดดเด่นสะดุดตาทีเดียว นี่ยังไม่นับกับรายละเอียดที่เรารีวิวให้คุณผู้อ่านได้รับทราบข้อมูลกันนะครับ ซึ่งจะน่าสนใจและมีละเอียดอย่างไรบ้างเราไปดูกันเลยครับ
[FULL HD] พาชม NEW HONDA CIVIC SEDAN 2018

#

#

เกริ่นข้อมูลกันสักนิด HONDA CIVIC โฉมล่าสุด เปิดตัวพร้อมจำหน่ายอย่างเป็นทางการในไทยเมื่อช่วงต้นเดือนมีนาคม ปี 2016 นับเป็นเจเนอเรชั่นที่ 10 ของตระกูล ได้รับการสร้างสรรค์และพัฒนาออกมาให้มีความแตกต่างจากรุ่นก่อนหน้าอย่างชัดเจนแทบทุกมิติ มีการการยกระดับการออกแบบให้มีความทันสมัยให้อารมณ์สปอร์ตมากขึ้น ผสานกับขุมพลัง 1.8 ลิตร และ 1.5 ลิตร Turbo เป็นทางเลือก ที่ให้สมรรถนะการขับที่เร้าใจ ประหยัดเชื้อเพลิงดีขึ้น ที่สำคัญยังใส่เทคโนโลยีที่ช่วยอำนวยความสะดวกสบาย และอุปกรณ์เพื่อความปลอดภัยมาแบบเพียบๆ โดยในตัวถังซีดานทำตลาดทั้งหมด 4 รุ่นย่อย 2 ขนาดเครื่องยนต์ คือ 1.8 E, 1.8 EL, 1.5 Turbo และ 1.5 Turbo RS สำหรับรุ่นย่อยที่ทีมงาน 9Carthai ได้นำมารีวิวเป็นรุ่นท็อป 1.5 Turbo Rs ราคา 1,199,000 บาท

#

รายละเอียดด้านภายนอก นอกจากสีแดงที่สะดุดตาแล้ว อีกจุดหนึ่งที่เต็มเติมความโดดเด่นบริเวณด้านหน้า คือชุดไฟซึ่งมาในรูปแบบของ LED ทั้งไฟต่ำ-สูง และไฟเลี้ยว (รุ่นอื่นเป็นโปรเจคเตอร์) พร้อม Daytime Running Light (มีในทุกรุ่นย่อย) ในขณะที่ไฟตัดหมอกก็เป็นแบบ LED เช่นกัน
นอกจากนี้ยังเพิ่มความสปอร์ตมากขึ้นด้วยแถบกระจังหน้าสีดำเงา Piano Black ส่วนรุ่นย่อยอื่นเป็นกระจังหน้าแถบโครเมียม เช่นเดียวกับมือจับประตู ของรุ่น 1.8 E จะเป็นสีเดียวกับตัวรถ 1.8 EL และ 1.5 Turbo จะเป็นแบบโครเมียม ส่วนรุ่น 1.5 Turbo RS เป็นโครเมียมรมดำ

ไฟท้ายเป็น LED ดีไซน์แบบ C-Identity ทรงคล้ายบูมเมอแรง ที่ให้ภาพลักษณ์ค่อนข้างล้ำสมัย พร้อมเพิ่มความเร้าใจด้วยสปอยเลอร์แบบ Wing และไฟเบรกดวงที่ 3 แบบ LED

#

ในส่วนของดีไซน์ต้องบอกเลยว่าขึ้นอยู่กับรสนิยมและความชอบของแต่ละบุคคลครับ แต่ในมุมองของทีมงาน 9Carthai ให้ความเห็นว่ารูปลักษณ์ภายนอก Civic เจนฯ 10 นี้ ได้รับการออกแบบข้างค่อนลงตัว แม้ตัวรถเป็นสไตล์ซีดานแต่ทว่าสามารถสะท้อนกลิ่นอายความเป็นสปอร์ตออกมาได้อย่างโดดเด่น ด้วยเส้นสายด้านหน้าที่แบนราบลากไปบรรจบกับแนวหลังคาที่ไม่สูงชันมากนัก ผสานลื่นไหลต่อเนื่องไปถึงด้านท้ายที่ลาดโค้งอย่างลงตัว และมีค่า Cd หรือค่าสัมประสิทธิ์แรงเสียดทานดีขึ้นกว่าเดิมถึง 12% เรียกได้ว่ารถรุ่นนี้มีลักษณะเด่นคือ กว้าง –เตี้ย-แบน และยาวกว่าที่ CIVIC เคยมีมาก็ว่าได้

สำหรับล้อแม็ก Turbo RS และ Turbo เป็นขนาด 17 นิ้ว แบบทูโทนลายคล้ายกังหันพร้อมยาง BRIDSTONE TURANZA 215/50 ส่วนรุ่นย่อยอื่นมีขนาดแตกต่างกัน รุ่น 1.8 ลิตร ( E และ EL) ใช้ล้อแม็กขนาด 16 นิ้ว พร้อมยางขนาด 215/55

อีกหนึ่งจุดที่บ่งบอกถึงความต่างคือท่อไอเสีย รุ่น 1.5 Turbo และ 1.5 Turbo RS เป็นแบบท่อคู่ รุ่นย่อยอื่นเป็นท่อเดี่ยว มิติตัวรถ ยาว 4,630 มม. (ยาวกว่า FB 105 มม.) กว้าง 1,798 มม. (+50 มม.) สูง 1,415 มม. (-20 มม.) ระยะฐานล้อ 2,700 มม. (+30 มม.) ความกว้างช่วงล้อคู่หน้า/หลัง 1,547-1,563 มม. ความสูงใต้ท้องรถ 125 มม. น้ำหนัก 1,317 กก. ความจุถังน้ำมัน 47 ลิตร

ภายในห้องโดยสาร สัมผัสแรกทันทีเมื่อได้เข้ามานั่งภายในห้องโดยสารของ CIVIC Turbo RS ภาพรวมเสมือนว่าฮอนด้าต้องการสื่อสะท้อนไปทางสปอร์ตมากกว่าความเป็นลักชัวรี เห็นได้จากรายละเอียดเกือบทุกจุดเน้นถึงความเข้มและดุดันด้วยการใช้วัสดุสีดำเป็นหลัก สำหรับจุดสังเกตความแตกต่างของรุ่น 1.5 Turbo RS และ Turbo เมื่อเทียบกับรุ่น 1.8 คือธีมของสีวัสดุภายในห้องโดยสารเป็นสีดำล้วน ส่วนรุ่น 1.8 มีทั้งสีเบจและสีดำซึ่งขึ้นอยู่กับสีภายนอกของตัวรถเป็นหลัก การออกแบบคอนโซลหน้าให้ความรู้สึกถึงความทันสมัย ตกแต่งด้วยวัสดุแบบ Piano Black

ชุดเรือนไมล์แบบดิจิตอล ดีไซน์แบบล้ำๆ ที่แบ่งการแสดงผลเป็น 3 ช่องแยกกัน ก็ทำให้สามารถอ่านค่าต่างๆ ได้ง่าย ช่องซ้ายแสดงอุณหภูมิเครื่องยนต์ ตรงกลางความเร็วรอบ-ระดับความเร็ว-ตำแหน่งเกียร์ และสามารถเปลี่ยนรูปแบบหน้าจอแสดงผลในสถานะอื่นๆ ได้ เช่น เข็มทิศ อัตราสิ้นเปลืองเฉลี่ย หรือแบบเรียลไทม์ อีกทั้งของรุ่น 1.5 Turbo RS รวมทั้งรุ่น Turbo มีการเปลี่ยนโทนสีเรืองแสงบนมาตรวัด จากสีฟ้าเป็นสีแดงเสมือนต้องการเสริมอารมณ์ความสปอร์ตมากขึ้น พร้อมเพิ่มมาตรวัดการแสดงผลการทำงานของบูสต์เทอร์โบมาให้ด้วย
นอกจากนี้ยังมีระบบ ECO Coaching แถบไฟซึ่งทำหน้าที่แสดงผลการขับขี่แบบประหยัดน้ำมัน เสมือนโค้ชช่วยแนะนำให้ผู้ขับขี่ใช้เชื้อเพลิงอย่างรู้คุณค่า โดยวัดจากการเหยียบเบรกและคันเร่ง ซึ่งจะแสดงผลด้วยการเปลี่ยนสีที่มาตรวัดเรืองแสง บวกกับโทนแสงแดงขาวกี่ยิ่งเพิ่มอรรถรสความเร้าใจได้ดีพอสมควร

กลางคอนโซลเป็นระบบเครื่องเสียงหน้าจอสัมผัสขนาด 7 นิ้ว แบบ Advanced Touch (ยกเว้นรุ่น 1.8E เป็นจอขนาด 5 นิ้ว) สามารถควบคุมฟังก์ชั่นความบันเทิงทั้ง FM/AM ระบบนำทาง พร้อมเชื่อมต่อสมาร์ทโฟนอย่างสมบูรณ์แบบด้วย Bluetooth USB และ HDMI รองรับการเชื่อมต่อ Apple CarPlay (เฉพาะสมาร์ทโฟนบางรุ่น) Hands Free Telephone หน้าจอแสดงผลการเชื่อมต่อโทรศัพท์ไร้สาย มีช่องเสียบ USB เป็น 2 ตำแหน่ง และช่องเสียบ HDMI รวมทั้งเพิ่มลำโพงเป็น 8 ตัว ในขณะที่ระบบปรับอากาศเป็นแบบอัตโนมัติแยก ปรับอุณหภูมิแยกอิสระซ้าย-ขวา

#

ในส่วนของพวงมาลัยดีไซน์เป็น 3 ก้าน มีการตกแต่งด้วยวัสดุสีเทาตัววงหุ้มด้วยหนังสีดำและเดินตะเข็บด้วยด้ายสีขาว พร้อมสวิตช์มัลติฟังก์ชั่นที่สามารถควบคุมการทำงานต่าง ๆ ของรถได้อย่างสะดวก ก้านฝั่งซ้ายเป็นสวิตช์รับ-วางสายโทรศัพท์ สวิตช์สั่งการด้วยเสียงผ่าน Siri และแถบควบคุมชุดเครื่องเสียง ซึ่งมาพร้อมฟังก์ชั่นใหม่ Swipe ใช่นิ้วเลื่อนเพิ่ม-ลดเสียง ส่วนด้านขวาเป็นสวิตช์ระบบครูสคอนโทรล
นอกจากนี้พวงมาลัยก็สามารถปรับตำแหน่งได้ 4 ทิศทาง เพื่อรองรับกับสรีระของผู้ขับที่แตกต่างกันไป ที่สำคัญก็มีแป้น Paddle Shift ติดตั้งมาให้ช่วยเสริมอรรถรสการขับให้สนุกมากขึ้น นับเป็นอุปกรณ์เฉพาะของรุ่น Turbo RS เท่านั้น

ส่วนของคันเกียร์นับว่าอยู่ในระดับที่สะดวกและง่ายต่อการเอื้อมจับเพื่อเปลี่ยนเกียร์ อันเป็นผลจากการออกแบบคอนโซลเกียร์ให้เป็นสองชั้น แต่อีกมุมในการใช้งานของช่องชาร์จไฟ 12 โวลต์ พอร์ต HDMI และ USB ซึ่งติดตั้งให้ซ่อนอยู่ด้านในของคอนโซลชั้นล่าง ทำให้การใช้งานไม่สะดวกเท่าไรนัก แต่ก็ยังมีพอร์ต USB อีกหนึ่งตำแหน่งบริเวณช่องเก็บของใต้พนักท้าวแขน
ด้านทัศนะวิสัยในการมอง หลายคนอาจคิดว่าด้วยหลังคาที่ลาดต่ำจะมีพ้นหรือไม่สำหรับการขับขี่ แต่ทว่าเมื่อสังเกตที่เสา A-Pillar ก็เห็นได้ว่ามีขนาดไม่ใหญ่หรืออวบอ้วนนัก จึงช่วยให้มุมการมองเห็นกว้างขึ้น ซึ่งเมื่อบวกกับตำแหน่งของเบาะนั่งที่ค่อนข้างต่ำ ทำให้เวลานั่งจึงรู้สึกว่าอยู่ในระดับพอดีกับแนวกรอบกระจกหน้า ส่วนกระจกประตูคู่หน้าสามารถเลื่อนขึ้น-ลงได้แบบอัตโนมัติแบบวันทัช นอกจากนี้ในรุ่น 1.5 Turbo และ Turbo RS มีการเพิ่มฟังก์ชั่นการทำงานของปัดน้ำฝนอัตโนมัติมาให้อีกด้วย

สำหรับโซน Cockpit หลายคนที่เคยนั่งซีดานกว้างๆ แต่เมื่อมองเข้ามาในห้องโดยสารอาจจะคิดว่าลักษณะเหมือนโดนตีกรอบ ทำให้รู้สึกว่านั่งแล้วต้องอึดอัดแน่ๆ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะตำแหน่งเบาะต่ำให้มีลักษณะเหมือนเป็นหลุมยุบลงไป อีกทั้งคอนโซลกลางก็ค่อนข้างสูงจึงเหมือนว่าถูกแบ่งกั้นเป็นฝั่งใครฝั่งมัน แต่ทว่าเมื่อได้ลงหย่อนตัวนั่งลงไปกับนั่งได้ค่อนข้างสบายทีเดียว แต่อาจติดตรงเรื่องการเข้า-ออกตัวรถสักนิดครับ โดยเฉพาะเบาะคู่หน้า เพราะสันกรอบประตูค่อนข้างสูงเป็นผลต่อเนื่องมาจากเบาะที่ติดตั้งไว้ต่ำอีกนั่นแหละครับ เวลาเข้าทำให้ก้าวขาสูงเพื่อป้องกันเท้าจะก็จะไปเตะกับกรอบประตู รวมทั้งต้องระวังหัวซึ่งอาจไปโหม่งกับแผ่นบังแดดหรือกรอบประตูด้านบนได้

มาดูกันต่อที่เบาะนั่ง ได้รับการหุ้มด้วยวัสดุหนังแท้และหนังสังเคราะห์ (ยกเว้นรุ่น 1.8E ที่หุ้มด้วยผ้า) ภาพรวมดีไซน์นับว่าดูเรียบง่าย เดินตะเข็บด้วยด้ายสีขาวซึ่งดูแล้วไม่หวือหวานัก เบาะคู่หน้าตัวฐานยื่นมาด้านหน้าค่อนข้างเยอะ จึงช่วยซับพอร์ตใต้ท้องขอได้ดีพอสมควร ส่วนพนักพิงถือว่าค่อนข้างใหญ่และนิ่มปีกเบาะไม่สูง ผู้ขับร่างใหญ่บอกเลยว่านั่งได้ค่อนข้างสบายทีเดียว ส่วนคนรูปร่างผอมอาจรู้สึกว่าหลวมไม่กระชับกับสรีระมากเท่าไรนัก
ส่วนระยะ Head Room บอกเลยว่าไร้กังกลยังมีพื้นที่เหนือศีรษะเกือบฝ่ามือ เพราะด้วยตำแหน่งของเบาะที่ค่อนข้างต่ำ ฉะนั้นจึงไม่ต้องกังวลว่านั่งแล้วหัวจะไปชิดหรือชนกับเพดาน
นอกจากนี้ในส่วนเบาะคนขับยังสามารถปรับได้ 8 ทิศทาง ฝั่งผู้โดยสารด้านซ้ายปรับได้แค่ 4 ทิศทาง พร้อมเข็มขัดนิรภัย ELR 3 จุด ปรับระดับสูง-ต่ำได้ มีระบบสัญญาณเตือนให้คาดเข็มขัดนิรภัย ทั้งแบบสัญญาณไฟแดงกระพริบบนมาตรวัด

ส่วนเบาะแถวหลัง แม้แนวหลังคามีความลาดเอียงลง ซึ่งมองจากข้างนอกดูแล้วว่าคงนั่งได้ไม่สบายนัก แต่เมื่อได้ลองเข้าไปนั่งจริงกลับรู้สึกว่าไม่เป็นอย่างทีคิด เนื่องจากตำแหน่งของเบาะถูกติดตั้งไว้ค่อนข้างต่ำ พนักพิงก็ไม่ได้ตั้งชันมากนัก จึงมีระยะ Head Room เหลืออยู่พอสมควร และมีหมอนศีรษะมาให้ 2 ตำแหน่งสามารถปรับระดับได้ บวกกับฐานเบาะที่ยื่นมาข้างหน้าจึงช่วยซับพอร์ตใต้ท้องขวาได้ดีพอสมควร ที่สำคัญนั่งแล้วหัวเข่าไม่ล้นออกมา ฉะนั้นก็ไม่ต้องกังวลว่าจะไปเบียดกับเบาะคู่หน้า
ถ้านั่ง 3 คนคงไม่สบายนัก เนื่องจากเบาะตรงกลางไม่มีพนักพิงศรีษะมาให้ และตรงกลางทำเป็นพนักวางแขนซึ่งดึงออกมาจากพนักพิงได้ แถมบริเวณตรงกลางฐานเบาะของถูกออกแบบให้เป็นสันนูนขึ้น เสมือนแบ่งตำแหน่งนั่งซ้าย-ขวาไว้อย่างชัดเจน อย่างไรการลุกออกจากตัวเบาะอาจยากและต้องออกแรงสักนิดเพราะนั่งแล้วค่อนข้างจมลง
ส่วนการเข้า-ออกประตูหลังก็สะดวกเพราะประตูนั้นเปิดได้กว้าง สิ่งเดียวที่จะต้องระวังโดยเฉพาะคนรูปร่างสูง คือศีรษะจะไปชนกับกรอบประตูเท่านั้น

ส่วนห้องเก็บสัมภาระด้านท้ายสามารถเปิดได้จากรีโมทกุญแจ ปุ่มกดในรถ และปุ่มที่ฝาท้าย ภายในมีความจุมากถึง 525 ลิตร ซึ่งก็สามารถเก็บกระเป๋าเดินทางขนาดใหญ่ครั้งละ 2-3 ใบได้แบบสบายๆ แต่น่าเสียดายที่ไม่สามารถพับเบาะหลังแบบ 60 : 40 ได้
ทันสมัยด้วยฟีเจอร์เด่นกับระบบที่เรียกว่า Engine Remote Start (มีทุกรุ่นย่อย) สามารถสตาร์ทเครื่องยนต์และเปิดแอร์ด้วยรีโมทจากภายนอกรถ ข้อดีคือช่วยปรับอุณหภูมิภายในห้องโดยสารให้เย็นรอไว้ก่อนที่จะเข้ารถ โดยเฉพาะรถที่จอดไว้กลางแดดเปรี้ยงๆ (การใช้งานกด Lock 1 ครั้งกดปุ่มติดเครื่องยนต์ค้างไว้ 5 วินาที )
อีกหนึ่งระบบที่เรียกว่ามีอยู่ในรถ HONDA ยุคปัจจุบันเกือบทุกรุ่นคือ ECON Mod ซึ่งช่วยลดการใช้พลังงานที่สิ้นเปลือง โดยปรับการทำงานของเครื่องยนต์และระบบเกียร์ให้สัมพันธ์กัน เพื่อลดอัตราการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง ทั้งยังช่วยปรับการทำงานของระบบปรับอากาศและการหมุนเวียนอากาศในห้องโดยสารให้เหมาะสม ทำให้เครื่องยนต์ใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

เครื่องยนต์ 1.5 ลิตร รหัส L15B7 ซึ่งได้รัยการพัฒนาต่อยอดมาจากบล็อก L15 เดิม เป็นแบบ 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว 1,496 ซีซี. พร้อมระบบแปรผันวาล์ว VTEC (แบบ Dual VTC ทั้งฝั่งไอดี-ไอเสีย) ที่สำคัญระบบ VTECTURBO (Variable Valve Timing Electronic Control) ของเครื่องยนต์บล็อกนี้ ถือว่าต่างจากระบบ VTEC ที่อยู่ในเครื่องยนต์ NA ทั่วๆ ไปโดยจะต่างกันตรงที่ไม่สามารถแปรผันในส่วนของระยะยกวาล์วได้ แต่ก็ยังมีการแปรผันการรับไอดีและปล่อยไอเสียให้เหมาะสมกับรอบเครื่องยนต์ด้วยแท่งแคมชาฟท์

พ่วงความเร้าใจด้วยระบบอัดอากาศ Turbocharger TD03 แบบ Mono Scroll (บูสต์ประมาณ 1 บาร์) พร้อมเวสเกตแบบไฟฟ้า ระบบจ่ายเชื้อเพลิงแบบฉีดตรงสู่ห้องเผาไหม้ (Direct Injection) ให้กำลังสูงสุด 173 แรงม้า (PS) ที่ 5,500 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 220 นิวตัน-เมตร (22.41 กก.-ม.) 1,700-5,500 รอบ/นาที มีอัตราการปล่อยคาร์บอนไดอ็อกไซด์เพียง 132 กรัม/กม. ผ่านมาตรฐานไอเสีย Euro IV แต่รองรับน้ำมันเชื้อเพลิงสูงสุดได้เพียงแก็สโซฮอลล์ E20 (รุ่น 1.8 รองรับได้ถึง E85) สำหรับระบบเกียร์เป็นอัตโนมัติแบบ CVT ใหม่ อัตราทด 2.645-0.405 พัฒนาภายใต้เทคโนโลยี Earth Dreams Technology ซึ่งเป็นเกียร์คนละลูกที่อยู่ในเครื่องยนต์ 1.8 ลิตร จึงมีการออกแบบให้มีความอึดและทดทานต่อแรงบิดได้สูง
ช่วงขับทดสอบ การขับเน้นเหมือนใช้งานจริงในชีวิตประจำวัน โดยเปิดแอร์แบบ Auto เลือกใช้เส้นทางในเมืองเป็นหลักเพื่อสัมผัสความคล่องตัวและความสะดวกสบายในการขับ จากนั้นขับต่อเนื่องสู่ชานเมืองเพื่อพิสูจน์กับสมรรถนะของขุมพลังเทอร์โบ รวมระยะทางประมาณ 150 กม.
ด้านสมรถนะ แม้ว่า HONDA CIVIC เป็นรถขนาดซีดาน แต่การขับในเมืองซึ่งมีการจราจรค่อนข้างแออัด ก็สามารถใช้งานได้อย่างคล่องตัวไม่แตกต่างอะไรไปจากรถแบบซับคอมแพ็ค ทั้งการเปลี่ยนช่องทางจราจรเพื่อไปในเลนที่ลื่นไหลกว่า หรือแม้กระทั่งการขับในถนนหรือซอยแคบๆ ก็ไม่เป็นปัญหา อีกทั้งพวงมาลัยก็เป็นแบบ Dual Pinion พร้อมเพาเวอร์ผ่อนแรง มอเตอร์ไฟฟ้า DP-EPS (มีรัศมีวงเลี้ยว 5.33 หมุนสุด 2.2 รอบ) ทำให้สามารถควบคุมพวงมาลัยได้สะดวกและเบามือในช่วงความเร็วต่ำ และจะหน่วงมือขึ้นในขณะที่ใช้ความเร็ว
ต่อเนื่องการขับทดสอบมาบนถนนช่วงชานเมือง เริ่มขยับเพิ่มความเร็วได้มากขึ้นแต่ก็ยังอยู่ในระดับที่กฎหมายกำหนด ซึ่งหลายคนที่อาจดูจากสื่อโฆษณาต่างๆ อาจมองว่าเครื่องยนต์ของ CIVIC Turbo อยู่ในพิกัดแค่ 1.5 ลิตรเท่านั้น จะแรงได้สักแค่ไหน แต่ทว่าเมื่อมีหอยพิษหรือเทอร์โบมาช่วยเสริม ก็มีส่วนสำคัญในการเติมเต็มสมรรถนะการขับให้สนุกมากขึ้นแบบเกินคาด ทั้งในจังหวะการชู้ตตัวจากจุดหยุดนิ่ง หรือการเร่งแซงก็ทำได้อย่างมั่นใจ และมีแรงกระชากดึงให้ได้สัมผัสบ้างพอสมควร ในจังหวะความเร็วลอยตัว 100-140 กม./ชม. การเติมคันเร่งเพื่อเพิ่มความเร็วก็ทำได้ดีในระดับหนึ่ง แต่ก็ไม่ได้มาพุ่งแบบพรวดพลาดมากนัก ซึ่งในระดับเครื่องยนต์ 1.5 ลิตร บอกเลยว่าพิษสงเกินตัวทีเดียวครับ แต่ก็ต้องขอเตือนสำหรับผู้ขับมือใหม่ คันเร่งไฟฟ้าของ CIVIC Turbo RS ค่อนข้างไว้ แตะปุ๊บมาปั๊บแบบไม่ทันตั้งตัว และก็ดีเลย์เมื่อถอนคันเร่ง ทำให้รถยังมีแรงพุ่งไปข้างหน้าอยู่ ฉะนั้นควรปรับตัวและทำความเข้าใจคาแร็คเตอร์รถกันพอสมควรครับ ส่วนอัตราสิ้นเปลืองตัวเลขที่ทำได้บนหน้าปัดถือว่าไม่ขี้เหล่เมื่อเสร็จสิ้นการทดสอบ คือ 12.9 กม./ลิตร สำหรับการทำงานของเกียร์ นับว่างานทำได้ค่อนข้างไว มีอัตราทดที่ต่อเนื่องลื่นไหล และยิ่งเมื่อได้ลองเล่นกับแป้นแพดเดิ้ลชิฟท์ด้วยแล้ว ก็ยิ่งรู้สึกว่าให้ความสนุกมากขึ้นและเปลี่ยนอัตราทดได้อย่างรวดเร็ว
สำหรับการเก็บเสียง ในย่านความเร็ว 60-120 กม./ชม. นับว่ายังอยู่เกณฑ์ดีทีเดียวครับ แต่ทว่าในช่วง 120 กม./ชม. ขึ้นไป พบว่าความดังเริ่มบังเกิดครับ โดยเฉพาะบริเวณช่วงขอบประตูรู้สึกได้ว่ามีเสียงลมค่อนข้างชัดเจน อีกหนึ่งเสียงที่ได้ยินจนรู้สึกว่าอาจสร้างความรำคาญได้คือ คือ เสียงของยางที่บดกบผิวถนน ยิ่งกับพื้นผิวที่เป็นคอนกรีตยิ่งชัดมากขึ้นครับ
ระบบกันสะเทือน มาในรูปแบบของอิสระ 4 ล้อ ด้านหน้าเป็นแบบแม็กเฟอร์สัน สตรัท พร้อมเหล็กกันโคลง ส่วนด้านหลังแบบมัลติลิงค์ พร้อมเหล็กกันโคลง ระบบเบรกเป็นดิสก์ 4 ล้อ (ด้านหน้าแบบมีช่องระบายความร้อน) แน่นอนว่าความรู้สึกที่สัมผัสได้ในขณะที่นั่งควบอยู่บน Turbo RS ถือว่าค่อนข้างสวนทางกับความเป็นสปอร์ตซีดานไปสักหน่อย ซึ่งใครๆ ที่คาดหวังว่าจะได้เจอกับช่วงล่างสไตล์หนึบแน่นๆ ออกกระด้างนิดๆ บอกเลยว่าคุณจะสัมผัสไม่ได้ในรถคันนี้อย่างแน่นอน แต่ในทางตรงกันข้าม สิ่งที่คุณจะได้รับคือ คาแร็คเตอร์ที่ออกไปทางนุ่มนวลโยนตัวนิดๆ เมื่อสาดโค้งมากกว่า ในขณะที่การยึดเกาะถนนยังอยู่ในเกณฑ์ที่วางใจได้ โค้งยาวๆ หรือต่อเนื่องก็สาดเข้าไปได้กังวล ในขณะเดียวประสิทธิภาพของระบบเบรกนับว่าสามารถหยุดยั้งฝูงม้าระดับ 170 ตัวได้อยู่หมัด และเมื่อเทียบกับเจนฯ ก่อนหน้าอย่าง FB เจนฯ 10 ถือว่าดีกว่าเดิมเยอะทีเดียว แต่การหยุดหรือชะละอาจต้องกดแป้นเบรกลึกไปสักนิด เบรกถึงจะเริ่มทำงานฉะนั้นเจ้าของรถความปรับตัวใช้ชินกับคาแร็คเตอร์ของเบรกด้วย
ระบบความปลอดภัย มั่นใจด้วย ADVANCE SAFETY กับมาตรฐานความปลอดภัยครบครัน ทั้งระบบ Electric Parking Brake (เบรกมือไฟฟ้า) และ Brake Hold (สวิตซ์ที่ติดตั้งอยู่ที่คอนโซลกลาง) ซึ่งช่วยให้ผู้ขับไม่ต้องเหยียบเบรกค้างไว้เวลารถจอดหยุดนิ่ง (เหมาะสำหรับ คนที่ชอบเข้าเกียร์ D ค้างไว้เวลาจอดรถติด) และเมื่อคุณต้องการเคลื่อนตัวก็แค่เติมคันเร่งแล้วไปต่อได้เลย

#

#

จุดสำคัญซึ่ง CIVIC เจนฯ ล่าสุด มีเหนือกว่าแบรนด์อื่นๆ ในเซกเมนต์เดียวกันคือ ระบบ Honda Lane Watch เป็นระบบแสดงภาพมุมอับสายตาขณะเปลี่ยนเลน ชิดซ้าย หรือว่าเข้าซอย และช่วยลดจุดบอดในการมองเห็นของกระจกมองข้างด้านซ้าย โดยเฉพาะกับรถจักรยานยนต์ จักรยาน รวมไปถึงคนเดิน ซึ่งบางทีผู้ขับอาจไม่ทันเห็น ซึ่งเมื่อเราเปิดไฟเลี้ยวหรือกดสวิตช์ที่หัวไฟเลี้ยว กล้องที่ปลายกระจกมองข้างฝั่งซ้ายก็จับภาพและแสดงผ่านหน้าจอขนาด 7 ทันที เรียกว่าระบบนี้นับว่ามีประโยชน์และให้ความปลอดภัยได้อย่างยอดเยี่ยมทีเดียว

นอกจากนี้ยังมีระบบ Multi-angle Rearview Camera หรือกล้องส่องภาพด้านหลัง โดยสามารถเลือกดูมุมกล้องที่แตกต่างกันได้ทั้ง 3 แบบ คือ 130 และ 180 องศา หรือมุมจากแนวดิ่งด้านบน ช่วยเพิ่มทัศนะวิสัยในการถอย Hill Start Assist (HSA) ระบบช่วยออกตัวขณะอยู่บนทางลาดชัน และสัญญาณไฟฉุกเฉินอัตโนมัติขณะเบรกกะทันหัน รวมไปถึงถุงลมนิรภัย 6 จุด คู่หน้า ด้านข้างคู่หน้า และม่านถุงลมด้านข้าง

บทสรุป สำหรับการรีวิว HONDA CIVIC Sedan TURBO RS (Rallye Red) นับว่าเป็นเป็นสปอร์ตซีดาน 4 ประตู ที่มีคาแร็คเตอร์ค่อนข้างชัดเจน และมุ่งตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าผู้ชื่นชอบความเร้าใจมากกว่าลูกค้าที่ต้องการความลักชัวรี โดยเฉพาะในส่วนของรูปลักษณ์และเส้นสายอันเฉียบคมดุดัน ขุมพลังที่ขับได้สนุกมันส์เกินพิกัดซีซี แถมออปชั่นอำนวยความสะดวกและระบบความปลอดภัยก็มีให้แบบครบๆ ภายใต้ราคาตัวจบๆ 1,199,000 บาท
ชมคลิป

หลายคนไม่รู้ !! หากหมุนพวงมาลัยจนสุดมีผลเสียอะไรบ้าง?

ต้องขอบอกเลยว่าการขับขี่รถยนต์ นอกจากจะต้องขับให้ถูกกฎ ถูกวินัยจราจรแล้ว การขับให้ถูกวิธีก็นับว่าสำคัญไม่แพ้กัน เพราะหากสักแต่ขับอย่างเดียวโดยไม่มีความระมัดระวัง ก็อาจก่อให้เกิดความเสียหายขึ้นได้ในแบบที่คุณไม่ทันรู้ตัว

ซึ่งในครั้งนี้เราจะพูดถึงเรื่อง การหมุน หรือหักพวงมาลัยจนสุด (อาจมีเสียงดังกึก) แล้วค้างไว้นานๆ ไม่ว่าจะเป็นซ้ายสุด หรือขวาสุดก็ตาม และในกรณีแบบนี้มักจะเกิดขึ้นเมื่อคุณจะยูเทิร์น หรือรอกลับรถเป็นส่วนใหญ่ ฯลฯ แต่ถ้ารถของคุณเป็นรถรุ่นใหม่ ใช้พวงมาลัยแบบไฟฟ้า ก็อาจไม่ต้องกังวลมากเท่าไรหนัก แต่ถ้ารถของคุณเป็นรุ่นเก่า ใช้พวงมาลัยเพาเวอร์ระบบไฮดรอลิคในการสร้างความดันน้ำมัน ก็ต้องระวังกันหน่อย

เพราะการหมุนพวงมาลัยจนสุดแล้วค้างไว้นานๆ จะทำให้น้ำมันเพาเวอร์เกิดความร้อนสูง และระบบไฮดรอลิคก็จะมีความดันสูงมากเช่นกัน โดยผลเสียที่จะเกิดขึ้นหลักๆ มีดังนี้

1. ปั๊มเพาเวอร์ทำงานหนัก และเมื่อมีอาการสะสมมากๆ จะทำให้เกิดเสียงดัง
2. น้ำมันไฮดรอลิคเสื่อมสภาพเร็วขึ้นกว่าเดิม ใช้งานไม่ได้นาน
3. ท่อยางต่างๆ ที่เป็นท่อทางเดินน้ำมันจะเกิดการรั่วซึมที่ข้อต่อ

สำหรับการเลี้ยวโค้ง หรือการเข้าโค้งยาวๆ จะไม่ได้รับผลกระทบนี้ คุณสามารถเข้าโค้งได้อย่างสบายใจ แต่ถ้าเกิดกรณีจำเป็นต้องหมุนพวงมาลัยค้างไว้นานๆ ก็อย่าพยายามหมุนจนสุด ให้เหลือมุมการหมุน หรือคืนพวงมาลัยกลับมาเล็กน้อย เพื่อลดความเสียหายที่จะเกิดขึ้นนั่นเอง

 

“เจอ 6 อาการแบบนี้เตรียมเปลี่ยน “แบตเตอรี่” ลูกใหม่ได้เลย”

จริงๆ แล้วไม่ว่าแบตเตอรี่ที่ใช้จะเป็นแบบแห้ง หรือแบบเปียก มักจะมีสัญญาณเตือนก่อนที่แบตฯ จะหมดคล้ายๆ กัน
ซึ่งสัญญาณเตือนแบตเตอรี่มีปัญหา มีอยู่หลักๆ ดังนี้

1. เมื่อสตาร์ทเครื่องยนต์ จะรู้สึกว่าเครื่องไม่ค่อยมีกำลัง สตาร์ทติดยากกว่าที่เคยเป็น
2. หลังจากจอดรถดับเครื่องแล้วทิ้งไว้สักครู่ หรือดับเครื่องเสร็จแล้วสตาร์ทใหม่ทันที รถจะสตาร์ทติดยาก ต้องพยายามสตาร์ทหลายๆ ครั้งถึงจะติด
3. ไฟส่องสว่างด้านหน้ารถยนต์ไม่ส่องสว่างเท่าเดิม
4. ระบบล็อคประตู และการทำงานของกระจกไฟฟ้าช้าลงกว่าปกติ อืดๆ ไม่เร็วเหมือนเดิม
5. แบตเตอรี่แบบเปียก น้ำกลั่นหมดเร็วกว่าเดิม ต้องเติมถี่ และบ่อยขึ้น
6. ถึงขั้นต้องพ่วงแบตฯ เพื่อชาร์จแบตเตอรี่ในการสตาร์ทรถยนต์ เพราะสตาร์ทรถไม่ติดเลย

 

“รวม 7 รถแฮทช์แบ็คน่าซื้อในงบผ่อนเดือนละไม่เกิน 1 หมื่นบาท”

ต้องขอบอกเลยว่ารถยนต์ประเภทแฮทช์แบ็คกำลังได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะนอกจากจะมีดีไซน์ที่สวยงามถูกใจคนรุ่นใหม่แล้ว ยังเพิ่มความอเนกประสงค์มากกว่าตัวถังแบบ 4 ประตูด้วย ทางทีมงานจึงขอแนะนำ 7 รถแฮทช์แบ็คน่าซื้อในงบผ่อนต่อเดือนไม่เกิน 1 หมื่นบาท จะมีรุ่นไหนน่าสนใจบ้าง?

1.Suzuki Swift 2018

เครื่องยนต์: เบนซิน 1.2 ลิตร
กำลังสูงสุด (PS): 83/6,000
แรงบิดสูงสุด (Nm): 108/4,400
ระบบเกียร์: อัตโนมัติ CVT
ราคาจำหน่าย: 499,000 – 629,000 บาท
Suzuki Swift 2018 ใหม่ เป็นอีโคคาร์รุ่นล่าสุดในตลาดขณะนี้ มีจุดเด่นอยู่ที่ความสดใหม่ มาพร้อมแพล็ตฟอร์ม HEARTECT ที่เน้นการขับขี่สนุกและนุ่มนวลกว่าเดิม ส่วนดีไซน์ยังคงเป็นเอกลักษณ์ของสวิฟท์ น่าจะเป็นอีกรุ่นที่ครองใจวัยเริ่มต้นทำงานได้ไม่ยาก

2.Toyota Yaris 2018

เครื่องยนต์: เบนซิน 1.2 ลิตร
กำลังสูงสุด (PS): 86/6,000
แรงบิดสูงสุด (Nm): 108/4,000
ระบบเกียร์: อัตโนมัติ CVT
ราคาจำหน่าย: 489,000 – 619,000 บาท
Toyota Yaris 2018 โฉมไมเนอร์เชนจ์มีการปรับเปลี่ยนดีไซน์สดใหม่ขึ้นชัดเจน อุปกรณ์มาตรฐานมีมาให้แบบครบๆ แต่ขาดอ็อพชั่นอย่างเครื่องเสียงหน้าจอสัมผัสไป ขณะที่สมรรถนะการขับขี่ถูกปรับปรุงขึ้นรอบด้าน ทั้งการเก็บเสียง การเกาะถนน ความนุ่มนวลในการขับขี่ พร้อมห้องโดยสารกว้างขวาง จัดเป็นอีโคคาร์ที่น่าใช้อีกหนึ่งรุ่น

3.Mazda2 SKYACTIV-G 2018

เครื่องยนต์: เบนซิน 1.3 ลิตร
กำลังสูงสุด (PS): 93/5,800
แรงบิดสูงสุด (Nm): 123/4,000
ระบบเกียร์: อัตโนมัติ 6 จังหวะ
ราคาจำหน่าย: 530,000 – 670,000 บาท
Mazda2 เครื่องยนต์เบนซิน SKYACTIV-G จัดว่าเป็นรถอีโคคาร์ที่เน้นความพรีเมียมไม่แพ้รุ่นใหญ่ พ่วงอ็อพชั่นมาให้แบบเต็มๆ เช่น ไฟหน้าโปรเจคเตอร์ LED, หน้าจอ Center Display ขนาด 7 นิ้ว, ที่ปัดน้ำฝนอัตโนมัติ ฯลฯ ในงบไม่ถึง 7 แสนบาทเท่านั้น แต่ต้องทำใจรับว่าพื้นที่ภายในห้องโดยสารอาจกว้างขวางสู้คู่แข่งไม่ได้

4.Nissan Note 2018

เครื่องยนต์: เบนซิน 1.2 ลิตร
กำลังสูงสุด (PS): 79/6,000
แรงบิดสูงสุด (Nm): 106/4,400
ระบบเกียร์: อัตโนมัติ CVT
ราคาจำหน่าย: 568,000 – 640,000 บาท

Nissan Note แม้ว่าจะทำตลาดจนกระทั่งไมเนอร์เชนจ์ในตลาดโลกมาแล้ว แต่ดีไซน์ก็คงสวยลงตัวแบบพิมพ์นิยม พ่วงอ็อพชั่นมาจากรุ่นใหญ่ เช่น กล้องมองภาพรอบทิศทาง, ระบบป้องกันการชนด้านหน้า, ระบบเตือนรถออกนอกเลน เป็นต้น ห้องโดยสารกว้างขวางใช้เป็นรถครอบครัวได้สบาย

5.Honda Jazz 2018

เครื่องยนต์: เบนซิน 1.5 ลิตร
กำลังสูงสุด (PS): 117/6,000
แรงบิดสูงสุด (Nm): 146/4,700
ระบบเกียร์: อัตโนมัติ CVT, ธรรมดา 5 จังหวะ
ราคาจำหน่าย: 555,000 – 754,000 บาท
Honda Jazz 2018 เป็นรถแฮทช์แบ็คขนาด B-Segment เครื่องยนต์ 1.5 ลิตร ไม่กี่รุ่นในตลาด สมรรถนะดีกว่าอีโคคาร์แน่นอน อ็อพชั่นมีให้แบบครบๆ ราคาขายต่อค้ำฟ้า หากสนใจอีโคคาร์ตัวท็อป จะหันมาลองพิจารณา ฮอนด้า แจ๊ส ตัวรองที่มีราคาใกล้เคียงกัน ก็น่าสนใจไม่เบา

6.Mitsubishi Mirage 2018

เครื่องยนต์: เบนซิน 1.2 ลิตร
กำลังสูงสุด (PS): 78/6,000
แรงบิดสูงสุด (Nm): 100/4,000
ระบบเกียร์: อัตโนมัติ CVT, ธรรมดา 5 จังหวะ
ราคาจำหน่าย: 457,000 – 596,000 บาท
Mitsubishi Mirage 2018 เน้นความคุ้มค่าในเรื่องอ็อพชั่นแบบเต็มๆ โดยนอกเหนือจากฟังก์ชั่นความปลอดภัยอย่าง ระบบช่วยป้องกันการชนด้านหน้า (ที่ความเร็วต่ำ), ระบบช่วยป้องกันเหยียบคันเร่งโดยไม่ตั้งใจ ฯลฯ ในรุ่นปี 2018 ยังเพิ่มด้วยฟีเจอร์กระจกมองหลังตัดแสงอัตโนมัติ, ไฟหน้า HID เปิด-ปิดอัตโนมัติ เป็นต้น

7.MG3 2018 ไมเนอร์เชนจ์  

เครื่องยนต์: เบนซิน 1.5 ลิตร
กำลังสูงสุด (PS): (รอเปิดตัว)
แรงบิดสูงสุด (Nm): (รอเปิดตัว)
ระบบเกียร์: (รอเปิดตัว)
ราคาจำหน่าย: (รอเปิดตัว)

MG3 2018 โฉมไมเนอร์เชนจ์ใหม่ กำลังจะถูกเปิดตัวในวันที่ 21 มิถุนายนนี้ ซึ่งมีการปรับดีไซน์ใหม่หมดทั้งภายนอก-ภายใน รวมถึงเปลี่ยนระบบเกียร์แบบ SeleMatic แบบเดิม มาเป็นเกียร์อัตโนมัติทอร์คคอนเวอร์เทอร์ 4 จังหวะ ที่น่าจะช่วยให้ขับดีขึ้น ขณะที่ราคาจำหน่ายคาดว่าจะขยับเพิ่มขึ้นจากเดิมไม่มากนัก

เปิดตัวในไทยราคาสูงปรี๊ด !! “McLaren 720S 2018 พร้อมขุมพลัง V8 เทอร์โบ”

ทางทีมงานต้องขอบอกเลยว่า McLaren 720S 2018 ใหม่ เปิดตัวอย่างเป็นทางการในประเทศไทยแล้ว พร้อมขุมพลัง V8 ทวินเทอร์โบ 720 แรงม้า เคาราคาจำหน่ายเริ่มต้น 26,500,000 บาท

แมคลาเรน 720 เอส 2018 ใหม่ เป็นรถซุปเปอร์คาร์ในตระกูลซุปเปอร์ซีรี่ส์รุ่นที่ 2 ถูกออกแบบให้มีน้ำหนักเบาลง และรวดเร็วยิ่งขึ้นเมื่อเทียบกับรุ่น 650S ชูจุดเด่นด้วยประตูแบบ Dihedral Doors ยกขึ้นคล้ายปีกนก พร้อมตัวถังคาร์บอนไฟเบอร์ McLaren Monocage II น้ำหนักเบาแต่ให้ความแข็งแรงสูง

McLaren 720S 2018 ติดตั้งเครื่องยนต์รหัส M480T แบบ V8 ทวินเทอร์โบความจุ 4.0 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 720 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 770 นิวตัน-เมตร ส่งกำลังด้วยเกียร์ 7 สปีด SSG สามารถทำอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ได้ในเวลา 2.9 วินาที และเร่งต่อเนื่องไปถึง 200 กม./ชม. ได้ในเวลา 7.8 วินาทีเท่านั้น

     McLaren 720S ถูกติดตั้งระบบควบคุมการขับขี่ Proactive Chassis Control พร้อมพวงมาลัยไฟฟ้าไฮดรอลิก ที่ประสานการทำงานเข้าไว้ด้วยกันเพื่อเพิ่มการยึดเกาะถนนและการทรงตัว

ภายในห้องโดยสารเน้นความหรูหราด้วยวัสดุหนังแท้และอลูมิเนียม พร้อมจอ McLaren Driver Interface ซึ่งมีทั้งจอ Folding Driver Display และ Central Infotainment Screen เป็นต้น

 

แซ่บจนกำเดาไหล !! “พริตตี้อินโดฯ หวอเปิดกลางงานมอเตอร์โชว์”

วันนี้ทางทีมงาน Thaicarnews ได้นำภาพพริตตี้อินโดมาฝากกันครับ  งานนี้แอบหลุดหวอกลางงานมอเตอร์โชว์ด้วย เราไปชมภาพกันเลยค่า

 

 

 

 

 

 

 

 

 

คันเล็กแต่เท่และสปอร์ตมาก !! “All-new Audi A1 Sportback 2019”

ต้องขอบอกเลยว่าบางครั้งอดีตก็ไม่ได้มีไว้ให้ลืม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคที่รถยนต์ถูกดีไซน์ด้วยคอมพิวเตอร์เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ทางวิศวกรรมที่ดี เมื่อศาสตร์แซงหน้าศิลป์จนรถยนต์มีรูปร่างหน้าตาคล้าย ๆ กัน จึงไม่น่าแปลกใจหากผู้ผลิตรถยนต์ต่างพยายามนำอดีตของตนเองซึ่งครั้งหนึ่งเคยโด่งดังและเป็นที่จดจำกลับมาสู่ปัจจุบันเพื่อแสดงตัวตนอีกครั้ง ซึ่ง All-new Audi A1 Sportback 2019 รถซูเปอร์มินิจากค่ายสี่ห่วงก็เป็นเช่นนั้น

Audi เรียกสิ่งนี้ว่าการแสดงความเคารพต่อบรรพบุรุษ (ความจริง pay homage เป็นคำมาตรฐานที่หลายค่ายนิยมนำมาใช้กัน) ด้วยการให้ All-new Audi A1 Sportback 2019 ใช้ทรีตเมนต์หลายจุดจาก Audi Quattro ที่โด่งดังในยุค 80 เช่น เส้นบ่ายกสันคมชัดเหนือซุ้มล้อหน้า-หลัง (low shoulder line) การออกแบบเสา C ให้มีความใกล้เคียง รวมถึงการเว้นช่องรับอากาศ 3 ช่อง ระหว่างกระจังหน้าซิงเกิ้ลเฟรมทรงหกเหลี่ยมกับฝากระโปรงจาก Audi Sport Quattro แต่ทำไมปล่อยให้ไฟท้ายคล้าย BMW เสียอย่างนั้น งงใจเหลือเกิน

 

นอกจากนี้ Audi ยังออกแบบให้ All-new Audi A1 Sportback 2019 มีท่ายืนมั่นคง โดยตัวรถถูกกดต่ำ มีฐานล้อกว้างและวางตำแหน่งล้อทั้งสี่อยู่ในมุมของตัวรถมากที่สุด ทั้งหมดนี้ก็เพื่อให้ All-new Audi A1 Sportback 2019 เป็นรถแฮทช์แบ็คไซส์มินิ (ของยุโรป) ที่ดูสปอร์ตเต็มตัว

 

 

เช่นเดียวกับภายใน All-new Audi A1 Sportback 2019 เลือกแสดงความเป็นสปอร์ตเต็มที่และมีเส้นสายเฉียบคมด้วยรูปทรงเรขาคณิต แผงหน้าปัดคาดลายคาร์บอนไฟเบอร์ตรงกลาง เหนือขึ้นไปเป็นจอ MMI แบบทัชสกรีนฝังตัวกลมกลืน เอียงทำมุม 13 องศา ให้สะดวกในการเหลือบมอง เป็นความเรียบง่ายและ Practical ตามสไตล์ Audi ที่เหนือชั้นกว่าการเอาจออินโฟเทนเมนต์มาปักไว้โดด ๆ แต่แย่ก็ตรงจอ MMI นี้อยู่ในรายการออปชั่น เหมือนกับมาตรวัดดิจิทัลทรงฟรีฟอร์ม Audi virtual cockpit ก็ต้องสั่งติดตั้งเพิ่ม

 

น่ารักสุดๆเลย !! “All-new Suzuki Jimny 2018 สายลุยรุ่นจิ๋ว”

ต้องขอบอกเลยว่าถ้าเอาชื่อที่คนไทยคุ้นเคยก็ต้องบอกว่า All-new Suzuki Jimny 2018 คือ All-new Suzuki Caribian โฉมใหม่ เจเนอเรชั่นที่ 4 เปิดเผยภาพคันจริงพร้อมรายละเอียดเบา ๆ แต่ดูแล้วสตรอง ให้แฟนสายลุยคันจิ๋วทั่วโลกได้ตั้งหน้าตั้งตารอก่อนเปิดตัวในญี่ปุ่น ซึ่งน่าจะเป็นวันที่ 5 กรกฎาคม 2561

Suzuki Jimny หรือ Suzuki Caribian รถที่เคยมีจำหน่ายในไทยช่วงปลายยุค 80-90 (เจเนอเรชั่นที่ 3) และก็ฮอตมากเว่อร์เนื่องจากราคาไม่สูง ดีไซน์ไม่หรูแต่ดูเก๋ ทนทานด้วยระบบกันสะเทือนแบบคานแข็งหน้า-หลัง ที่แข็งสุด ๆ แต่โดนใจสายออฟ-โรดจนถึงปัจจุบัน เพราะนำมาดัดแปลงเพื่อใช้ลุยจริงจังได้ดีกว่าแบบอื่น แถมตัวรถก็ราคาไม่สูงจนเกินไป

แม้ตอนนี้ไม่ใช่เวลามารำลึกอดีต แต่เราแค่อยากจะบอกว่าครั้งหนึ่งในไทย Suzuki Caribian หรือ Suzuki Jimny เคยได้รับความนิยมขนาดไหนและจากสเปคเบื้องต้น All-new Suzuki Jimny 2018 ก็ยังเป็นรถเล็กสายสตรองเหมือนเคย โดยการเลือกใช้โครงสร้างแบบ Body on frame (หรือ Ladder Frame แล้วแต่จะเรียกความหมายเดียวกัน) คือการเอาตัวถังวางบนแชสซีส์ มีระบบกันสะเทือนแบบคานแข็ง พร้อมระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ พาร์ทไทม์ แบบรถลุยตัวจริงภายใต้แพ็คเกจที่เล็กกะทัดรัด น่ารัก

สำหรับดีไซน์ภายนอกนั้นมีความกล่อง สตรองแบบคลาสสิกและดูสนุกพร้อมกับสีตัวถัง 2 สไตล์คือแบบทูโทน 3 สี ได้แก่

– สีเหลือง (Kinetic Yellow)/หลังคาดำ
– สีน้ำเงิน (Brisk Blue Metallic)/หลังคาดำ
– สีครีม (Chiffon Ivory Metallic)/หลังคาดำ

ขณะที่สีโมโนโทนจะมีให้เลือก 5 สี ได้แก่

– สีเขียว (Jungle Green)
– สีดำ (Bluish Black Pearl 3)
– สีเทา (Medium Gray)
– สีเงิน (Silky Silver Metallic)
– สีขาว (Superior White)

ส่วนภายในห้องโดยสาร All-new Suzuki Jimny 2018 มีการเปิดเผยให้เห็นแค่แผงหน้าปัดคันจริง ซึ่งแสดงความเป็นรถออฟ-โรด ดีไซน์จริงจัง แข็งแกร่งแบบสายลุย ไม่แอ๊บ เน้นการใช้งานจริง ไม่หรูหรา ไม่ตามเทรนด์ แต่ดูดีมีคาแรคเตอร์ชัดเจน ฟีเจอร์ทันสมัยมีเท่าที่จำเป็นต่อการใช้งานเท่านั้น

 

ทั้งนี้ในส่วนของขุมพลังทาง Suzuki มีให้เลือก 2 แบบ

เครื่องยนต์เบนซิน 660 ซี.ซี. จับคู่กับเกียร์ธรรมดา 5 ระดับ และเกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ
เครื่องยนต์เบนซิน 1,500 ซี.ซี. จับคู่กับเกียร์ธรรมดา 5 ระดับ และเกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ

คนซื้อรถต้องรู้ไว้ !! “ของแถมอะไรบ้างที่ควรขอจากเซลส์เมื่อซื้อรถป้ายแดง”

วันนี้ทางทีมงานต้องขอบอกเลยว่าของแถมจากรถป้ายแดงส่วนใหญ่มีทั้งของที่มีมูลค่ามากและน้อยต่างกันไป เซลส์บางคนใช้วิธีเขียนรายการของแถมให้ดูเยอะเข้าไว้ เพื่อให้ลูกค้ารู้สึกคุ้มค่ากว่าไปถอยรถจากดีลเลอร์เจ้าอื่น แต่บางครั้งเมื่อนำมารวมๆ กันแล้ว อาจมีมูลค่าน้อยกว่าที่ควรจะได้รับก็เป็นได้

1.ส่วนลดเงินสด/เงินดาวน์
ส่วนลดเงินสดหรือเงินดาวน์มักถูกเสนอให้กับรถที่มีอายุตลาดนาน หรือรถที่ใกล้เปลี่ยนโฉมเต็มที หากเป็นรถที่มีมูลค่าสูง ก็ยังสามารถต่อรองได้อีกนิดหน่อยตามสมควร แต่หากเป็นรถที่เพิ่งเปิดตัวใหม่ เซลส์มักจะให้เลือกระหว่างส่วนลดหรือของแถมรายการอื่นๆ ก็ให้ค่อยๆ พิจารณาถึงความคุ้มค่าของตัวเราเองเป็นหลัก แต่หากบางที่เสนอเป็นของแถมที่เราไม่ต้องการ ก็อาจต่อรองขอเปลี่ยนเป็นส่วนลดเพิ่มดูได้

2.ฟิล์มกรองแสงคุณภาพดี
ดีลเลอร์แทบทุกเจ้ามักแถมฟิล์มกรองแสงให้รถทุกคันอยู่แล้ว แต่สิ่งสำคัญคือ การเลือกฟิล์มกรองแสงที่มีคุณภาพสูง มียี่ห้อเป็นที่รู้จักในตลาดและได้รับการยอมรับเป็นอย่างดี ซึ่งมูลค่าของฟิล์มกรองแสงเริ่มต้นที่พันกว่าบาท ไปจนถึงหลักหมื่นก็มี ดังนั้น จึงควรสอบถามและต่อรองกับเซลส์เพื่อให้ได้ฟิล์มกรองแสงที่มีคุณภาพดีที่สุด ทางที่ดีควรมีใบรับประกันจากทางร้านที่ติดตั้งให้ด้วย

3.ชุดแต่งรอบคัน (แท้)
หากชื่นชอบความเท่ไม่ซ้ำใคร ก็สามารถพูดคุยกับเซลส์เพื่อขอรับชุดแต่งรอบคันเป็นของแถมได้ แต่จุดสำคัญ คือ ควรเลือกชุดแต่งแท้จากผู้ผลิตเป็นหลัก ซึ่งมีมูลค่าสูงกว่าชุดแต่งนอก และยังติดตั้งได้พอดีกับตัวรถมากกว่า แต่หากต้องการดีไซน์แปลกแหวกแนวจริงๆ ก็ควรเลือกชุดแต่งที่มีคุณภาพเสียหน่อย ทั้งวัสดุชิ้นงานและการทำสี ก็จะช่วยลดปัญหาในระยะยาวได้

4.ประกันภัยชั้น 1
ประกันภัยชั้น 1 ที่เซลส์แถมให้นั้น ควรเป็นประกันซ่อมห้าง ไม่ใช่ซ่อมอู่ (นอกเสียจากว่ารถยี่ห้อนั่นไม่มีศูนย์ทำสีเป็นของตัวเองจริงๆ) และควรใช้บริษัทประกันที่มีความน่าเชื่อถือ จะได้ไม่เกิดปัญหาเวลาเคลมในภายหลัง

ส่วนรายการของแถมที่ไม่แนะนำให้รับนั้น นั่นคือ การพ่นกันสนิม เนื่องจากรถใหม่ทุกคันถูกเคลือบกันสนิมมาแล้วจากโรงงาน ขณะที่การพ่นกันสนิมที่ได้รับเป็นของแถมนั้น อาจไม่ได้รับการพ่นจริง หรือพ่นไม่ได้มาตรฐานเท่าที่ควร ดังนั้น หากกังวลจริงๆ ว่ารถจะเป็นสนิม ก็ควรเลือกร้านที่ไว้ใจได้เองในภายหลังจะดีกว่าครับ