วันเสาร์, ธันวาคม 15, 2018
หน้าแรก บล็อก

เผยโฉม เจ้ากระเบน สุดแรงอวดโฉม สุดเฉี่ยวที่บูธเชฟโรเลต

วันนี้ทางทีมงานเราต้องบอกเลยว่าสำหรับเจ้า (Corvette Stingray) เจ้ากระเบนอเมริกันซูเปอร์คาร์ เจนเนอเรชั่นที่ 7 ที่ถูกกล่าวขานว่าเป็นยนตรกรรมที่สมบูรณ์แบบซึ่งได้รับการ

สร้างสรรค์ด้วยระบบวิศวกรรมที่เหนือชั้นและสมรรถนะการขับขี่ที่เฉียบคม ซึ่งคอร์เวทท์ สติงเรย์ ได้เน้นย้ำให้เห็นถึงสมรรถนะที่เป็นเลิศของรถที่ได้รับการพัฒนาโดยเชฟโรเลต


สำหรับ คอร์เวทท์ สติงเรย์ ถูกสรรค์สร้างด้วยความมุ่งมั่นในด้านวิศวกรรม ที่มีทั้งคุณภาพ พละกำลัง และสมรรถนะที่เฉียบคม มาพร้อมกับดีไซน์สุดพิเศษสไตล์เชฟโรเลตและเป็นรถที่มีสมรรถนะเร้าใจ ด้วยขุมพลัง V8 ขนาด 6.2 ลิตร ให้แรงม้าสูงสุดระดับ 455 แรงม้า ที่ 6,000 รอบต่อนาที และมีแรงบิดมหาศาล 624 นิวตันเมตร ที่ 4,600 รอบต่อนาที

ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด ที่เร่งความเร็วจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เพียง 3.7 วินาทีเท่านั้น เป็นรถระดับ High Performance ที่เลือกโหมดการขับได้ 4 แบบ คือ Track Mode, Sport Mode, Touring Mode และ Performance Mode มีการสร้างสมดุลตัวถังแบบ 50/50 ที่ช่วยในการทรงตัวและการควบคุมที่ยอดเยี่ยม


ส่วนใครที่อยากเป็นเจ้าของเจ้ากระเบนตัวแรง คอร์เวทท์ สติงเรย์ คันนี้ ต้องบอกว่างานนี้เชฟโรเลตนำมาอวดโฉมให้ดูกันเฉยๆ และเจ้าคอร์เวทท์ สติงเรย์ สีแดงสดคันนี้จอดอวดโฉมอยู่บริเวณหน้าบูธของเชฟโรเลต ภายในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 38 ตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 9 เมษายนนี้ ณ อาคารชาเลนเจอร์ อิมแพค เมืองทองธานี

ซูเปอร์คาร์คันแรก ในประเทศไทยกับเจ้า McLaren 720S ราคาเริ่มต้น 26.5ล้านบาท

วันนี้ทางทีมงานเราต้องบอกเลยว่าสำหรับแมคลาเรน แบงค๊อก จัดงานแถลงข่าวเปิดการจำหน่ายสุดยอดซูเปอร์คาร์เจเนอเรชั่นที่ 2 ในตระกูล Super Series McLaren 720S ที่มาพร้อมเครื่องยนต์ Twin Turbo V8 Engine แบบ 4ลิตร ที่ได้รับกระเเสตอบรับอย่างดีเยี่ยมจากแวดวงยานยนต์ระดับหรูทั่วโลก เปิดราคาขายในไทยแล้วเริ่มต้นที่ 26.5ล้านบาท โดยตอนนี้มีลูกค้าชาวไทยสั่งจองแล้ว 15 คัน


McLaren 720S นำเสนอดีไซน์ที่สวยเฉียบซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากรูปทรงของฉลาม ใช้โครงช่วงล่างคาร์บอนไฟเบอร์แบบ Monacage II ซึ่งลดน้ำหนักลงได้ถึง 18 กก. เมื่อเปรียบเทียบกับรุ่นก่อนทำให้ McLaren 720S เป็นยานยนต์ที่เปี่ยมด้วยพลัง เร็วเเรงสะใจ ด้วยน้ำหนักเบาที่สุดในกลุ่มรถยนต์ที่มีกำลังแรงม้าในระดับเดียวกัน จุดเด่นของ McLaren 720S คือปประสิทธิภาพของระบบอากาศพลศาสตร์ที่ถือเป็นดีเอ็นเอแห่งสมรรถนะชั้นสุดยอดของซูเปอร์คาร์รุ่นนี้ มาพร้อม Proactive Chasis Control ll ซึ่งเป็นระบบการขับเคลื่อนชั้นสูงที่ดีที่สุดของโลก และระบบควบคุมการทรงตัวแบบแปรผันที่ช่วยให้นักขับสามารถควบคุมรถไได้อย่างดีเยี่ยมเเละมอบการพุ่งทะยานที่เเสนเร้าใจในทุกสภาวะ


นอกจากนี้ McLaren 720S ยังติดตั้งเทคโนโลยีรุ่นใหม่ของรถยนต์ฟอร์มูล่า -1 ที่พัฒนาโดยแมคลาเรนได้แก่ McLaren Brake steer เทคโนโลยีใหม่ที่ช่วยเพิ่มความคล่องตัวและความเฉียบคมในการขับขี่ ทำให้ McLaren 720S สามารถหยุดรถจากความเร็ว 200 กม./ชม. ได้ในเวลาเพียง 4.6 วินาทีเท่านั้น


McLaren 720S มาพร้อมกับเครื่องยนต์ M480T รุ่นใหม่มอบกำลังเครื่องแรงถึง 720แรงม้า โดยเครื่องรุ่นนี้เป็นแบบ 4.0ลิตร โดยสามารถเร่งความเร็วจากหยุดนิ่งถึง 100 กม./ชม. ได้ภายในเวลาไม่ถึง 3วินาที และอีก 5วินาทีต่อมาจะเร่งได้เร็วกว่า 200 กม./ชม. โดยสามารถทำความเร็วได้สุงสุดถึง 341 กม./ชม. และยังประหยัดพลังงานได้อย่างดีเยี่ยม กินน่้ำมันเพียง 10.7 ลิตร/กม. และปล่อยไอเสีย 249 กรัม/กม. ตามมาตรฐานของ New European Cycle (NEDC)

เปิดตัวในไทย 4 ตุลาคมนี้สำหรับเจ้า Ford Mustang 2018 ราคาเริ่มต้น 3.599 ล้านบาท

วันนี้ทางทีมงานเราต้องบอกเลยว่าสำหรับเจ้า Ford Mustang 2018 ใหม่ เคาะวันเปิดตัวในไทยอย่างเป็นทางการครั้งแรก 4 ตุลาคม 2561 นี้ เคาะราคาจำหน่ายเริ่มต้น 3,599,000 บาท
หลังจากที่ฟอร์ดประเทศไทยเปิดรับจอง Ford Mustang 2018 ใหม่ ไปตั้งแต่วันที่ 30 สิงหาคมที่ผ่านมา ล่าสุด ประกาศเตรียมเปิดตัวอย่างเป็นทางการครั้งแรกในประเทศไทยวันที่ 4 ตุลาคมนี้ โดยจะวางขายผ่านตัวแทนจำหน่าย Ford Mustang จำนวน 19 แห่งทั่วประเทศ

ฟอร์ด มัสแตง 2018 เวอร์ชั่นไทย จะมีให้เลือกด้วยกันทั้งหมด 2 รุ่นย่อย ประกอบด้วย 5.0L V8 GT Coupe Performance Pack และ 2.3L EcoBoost Coupe Performance Pack มาพร้อมเฟืองท้าย Limited Slip ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการเข้าโค้ง และล้ออัลลอยขนาด 19 นิ้ว โดยรุ่น 5.0 GT ถูกเสริมด้วยระบบเบรกจาก Brembo

2018 Ford Mustang V8 GT with Performance Package in Orange Fury

ทั้งสองรุ่นถูกติดตั้งระบบส่งกำลังแบบอัตโนมัติ 10 จังหวะ และโหมดแอพพลิเคชั่น Tracl Apps ช่วยจำลองการขับขี่แบบสนามแข่ง ภายในห้องโดยสารติดตั้งหน้าจออินโฟเทนเม้นท์ขนาด 12 นิ้ว พร้อมระบบ SYNC 3 ใหม่ล่าสุด
2018 Ford Mustang V8 GT with Performance Package in Orange Fury

สเป็คเครื่องยนต์ Ford Mustang 2018 เวอร์ชั่นอเมริกา (อาจแตกต่างจากเวอร์ชั่นไทย)
เครื่องยนต์เบนซิน V8 ความจุ 5.0 ลิตร กำลังสูงสุด 460 แรงม้า (HP) ที่ 7,000 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 570 นิวตัน-เมตร ที่ 4,600 รอบต่อนาที
เครื่องยนต์เบนซิน EcoBoost ความจุ 2.3 ลิตร กำลังสูงสุด 310 แรงม้า (HP) ที่ 5,500 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 475 นิวตัน-เมตร ที่ 3,000 รอบต่อนาที
2018 Mustang Sport Mode View in 12-inch Digital Cluster

สำหรับ Ford Mustang 2018 ที่จะวางจำหน่ายในประเทศไทย ถูกประกอบที่โรงงาน Rock Assembly Plant ในรัฐมิชิแกน ประเทศสหรัฐอเมริกา
ราคาจำหน่าย Ford Mustang 2018 อย่างเป็นทางการในไทย มีดังนี้
5.0L V8 GT Coupe Performance Pack ราคา 4,799,000 บาท
2.3L EcoBoost Coupe Performance Pack ราคา 3,599,000 บาท
2018 Ford Mustang interior

ราคาเริ่มต้นที่ 10 ล้าน กับเจ้า Lamborghini Aventador S 2018 โรดสเตอร์

วันนี้ทางทีมงานเราต้องบอกเลยว่าสำหรับการเปิดตัวของเจ้า Lamborghini Aventador S 2017 สไตล์คูเป้ ไปแล้วเมื่อปีก่อน มาตอนนี้ถึงคราวของ Lamborghini Aventador S Roadster 2018 สไตล์โรดสเตอร์กันบ้างล่ะ ซึ่งจะเปิดตัวอย่างเป็นทางการในงาน Frankfurt Motor Show ที่ผ่ามา


ซึ่งเจ้ากระทิงตัวใหม่นี้มีรูปทรงและข้อมูลทางเทคนิคเหมือนกับรุ่นคูเป้ แต่ที่แตกต่างกันก็คือหลังคาที่มาในรูปแบบ Hardtop ซึ่งมีน้ำหนักประมาณ 13 กก. โดยสามารถถอดออกได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งสามารถเก็บไว้ในด้านหน้าของตัวรถ

นอกจากนี้ หลังคาสามารถเลือกใช้คาร์บอนไฟเบอร์สีดำด้าน หรือคาร์บอนไฟเบอร์สีดำเงา โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม และยังมีชุดแต่งจากแผนก Ad Personam เป็นทางเลือกในการออกแบบตัวรถ

เมื่อถอดหลังคาออกแล้วในระหว่างการเดินทาง หากต้องการฟังเสียงที่มาจากเครื่องยนต์ V12 สามารถเปิด-ปิด กระจกด้านหลังด้วยการกดปุ่มเท่านั้น ทั้งนี้ก็เพื่อลดการไหลเวียนของอากาศ และเสียงที่เข้ามาในห้องโดยสารได้อีกด้วย


การเพิ่มหลังคาที่ถอดออกได้ และคานโครงสร้างด้านหน้าหรือเสา A-Pillar ทำให้เจ้า ลัมโบร์กีนี อเวนทาดอร์ เอส 2018 สไตล์โรดสเตอร์ มีน้ำหนักมากกว่าสไตล์คูเป้ถึง 50 กก. โดยมีน้ำหนักรวมอยู่ที่ 1,625 กก.


สำหรับพลังขับเคลื่อนของ Lamborghini Aventador S 2018 นั้นเหมือนกับตัวถังคูเป้ที่มาจากเครื่องยนต์ N/A ขนาด 6.5 ลิตร V12 ที่ให้พละกำลัง 740 แรงม้า แรงบิด 690 นิวตันเมตร ความเร็วสูงสุด 350 กม./ชม. ที่แตกต่างกันคืออัตราเร่งโดยตัวโรดสเตอร์จะมีอัตราเร่งจาก 0-100 กม./ชม. ภายในเวลา 3.0 วินาที ซึ่งจะช้ากว่าตัวถังคูเป้อยู่ 0.01 วินาที


สำหรับสนนราคาของ Lamborghini Aventador S 2018 สไตล์โรดสเตอร์ นั้นจะแตกต่างกัน ดังนี้
ทวีปยุโรป จะมีราคาเริ่มต้นที่ €313,666 หรือประมาณ 12,427,659 บาท
สหราชอาณาจักร จะมีราคาเริ่มต้นที่ £251,462 หรือประมาณ 10,988,936 บาท

ประเทศสหรัฐอเมริกา ราคาเริ่มต้นที่ $460,247 หรือประมาณ 15,229,573 บาท
ประเทศญี่ปุ่น ราคาเริ่มต้นที่ ¥46,267,692 หรือประมาณ 13,981,742 บาท

Ferrari 812 Superfast 800 แรงม้า ที่ทรงพลังที่สุดของ Ferrari

วันนี้ทางทีมงานเราต้องบอกเลยว่าสำหรับเฟอร์รารี่ ที่ได้เลือกงานเจนีวามอเตอร์โชว์ครั้งที่87 ในการเปิดตัวรถยนต์ 12 สูบ berlinetta ตัวใหม่ ในชื่อรุ่น 812 Superfast ซึ่งเป็นรถ เฟอร์รารี่ ที่เร็วที่สุดในประวัติศาสตร์ของแบรนด์ รถรุ่นใหม่นอกจากจะมาพร้อมกับนวัตกรรมใหม่ล่าสุดมากมายแล้ว ยังจะเป็นรุ่นที่มีความสำคัญเนื่องจากรถ V12 series นี้เป็นการเฉลิมฉลองการครบรอบ70ปีของตำนานม้าลำพองที่เริ่มต้นขึ้นเมื่อปี1947
812 Superfast นั้นสะท้อนให้เห็นถึงยุคใหม่ของเครื่องยนต์เฟอร์รารี่ V12 โดยต่อยอดมาจากรุ่นที่โด่งดังในอดีตเช่น F12berlinetta และ F12tdf รถรุ่นใหม่นี้ได้ถูกพัฒนามาเพื่อลูกค้าที่ต้องการรถยนต์ เฟอร์รารี่ ที่แรงและพิเศษที่สุด โดยเป็นรถสปอร์ทที่มีสมรรถนะสุดยอดทั้งบนถนนและในสนามแข่ง แต่ก็ยังมีความสะดวกสบายเพียงพอที่เจ้าของสามารถที่จะได้รับประสพการที่ครบถ้วน

เครื่องยนต์
ด้วยขุมพลัง V12 ความจุ 6.5ลิตร ใหม่ ที่สามารถผลิตกำลังได้สูงสุดถึง800แรงม้า รถ 812 Superfast ก็คือมาตรฐานใหม่ในเซ็กเม้นท์ mid-front-engined sports car โดยที่กำลังสูงสุดที่8,500รตน.นั้น ทำให้รถมีอัตราส่วนกำลังต่อความจุเครื่องยนต์ที่ 123แรงม้า/ลิตร นี่คือตัวเลขที่ไม่มีรถยนต์เครื่องยนต์วางหน้าคันอื่นเข้ามาใกล้ได้ด้วยซ้ำ ซึ่งก็บ่งบอกได้ถึงสมรรถนะระดับไฮเอ็นด์ที่มีเฉพาะในรถยนต์V12ของ เฟอร์รารี่ เท่านั้น
กำลังจากเครื่องยนต์นั้นผนวกเข้ากับเสียงจากท่อไอเสียอันสุดจะเร้าใจที่มาจากความจุที่เพิ่มขึ้น แรงบิดสูงสุดนั้นอยู่ที่718นิวตัน-เมตร ที่ 7,000รตน. โดยที่80%ของแรงบิดทั้งหมดนั้นสามารถเรียกงานใช้ได้ตั้งแต่3,500รตน.เป็นต้นไป ทำให้ขับง่ายและเร่งความเร็วได้ดีตั้งแต่รอบต่ำๆ สมรรถนะเหล่านี้ส่วนหนึ่งได้มาจากการใช้หัวฉีด direct injection ที่มีแรงดันสูงถึง350บาร์เป็นครั้งแรกในเครื่องยนต์สมรรถนะสูง และการจับคู่กับ ท่อไอดีแบบผันแปรที่นำมาจากรถยนต์F1ที่ใช้เครื่องยนต์NA
ระบบเกียร์แบบคลัทช์คู่ (dual clutch) ของ 812 Superfast มีอัตราทดเกียร์ที่เจาะจง และเมื่อผนวกกับระยะเวลาเปลี่ยนเกียร์ (ขึ้นและลง) ที่รวดเร็วขึ้น ทำให้การตอบสนองของคันเร่งนั้นฉับไวขึ้นด้วยเช่นกัน

การทรงตัว
812 Superfast มีระบบควบคุมและชิ้นส่วนต่างๆที่ล้ำหน้า เป็นผลให้รถนั้นมีการควบคุมและการเกาะถนนที่ไร้คู่แข่ง มันเป็น เฟอร์รารี่ คันแรกที่มีระบบ EPS (Electric Power Steering) ซึ่งเมื่อถูกนำมาใช้งานด้วยวิธีการของ เฟอร์รารี่ แล้ว ทำให้สามารถเข้าถึงศักยภาพสูงสุดของรถได้ การรวบรวมระบบควบคุมการทรงตัวอีเล็คโทรนิคทุกระบบเข้าด้วยกัน รวมไปถึงระบบ Side Slip Control (SSC) เวอร์ชั่น 5.0 ใหม่ล่าสุด ทำให้พลังที่เพิ่มขึ้นนั้น สามารถควบคุมได้โดยง่าย และ มีความสนุกสนานตื่นเต้นมากขึ้น
เป็นครั้งแรกที่ระบบควบคุมนั้นมาพร้อมกับ Virtual Short Wheelbase 2.0 (PCV) ที่นำมาจากรถ F12tdf และเป็นการพัฒนาซอฟท์แวร์เพิ่มเติมที่จะช่วยในด้านของความว่องไวของรถ และช่วยลด response time ของรถลงอีก

การออกแบบและอากาศพลศาสตร์
รถ 812 Superfast นั้นออกแบบโดย Ferrari Styling Center และมีดีไซน์ที่เป็นนิยามใหม่สำหรับรถ V12 เครื่องวางหน้าของ เฟอร์รารี่ ด้วยเส้นสายและรูปทรงที่มีความสปอร์ทสูง รูปทรงโดยรวมจะเน้นความเป็น fastback คือมีรูปทรงแบบ two-box และด้านท้ายที่สูงเหมือนรถ 365 GTB4 จากปี1969 การออกแบบด้านข้างนั้นช่วยทำให้ท้ายรถนั้นดูสั้นลง ในขณะที่ซุ้มล้อที่ใหญ่นั้นบ่งบอกถึงพลังอันมหาศาลจากเครื่องยนต์V12 ของ 812 Superfast ไฟหน้าแบบ LED นั้นถูกฝังเข้าไปในดีไซน์ของช่องดักลมบนฝากระโปรงหน้า และช่วยย้ำเน้นถึงพลังของV12เช่นกัน
ที่ด้านท้ายของรถมีไฟท้ายทรงกลมสี่ดวงที่ดีรับแรงบันดาลใจมาจากวัฒนธรรมของ เฟอร์รารี่ เอง มันช่วยทำให้ 812 Superfast นั้นมีท่าทางที่ดุดัน และทำให้ทั้งห้องโดยสารและสปอยเลอร์ดูต่ำลง เช่นเดียวกับในเฟอร์รารี่ทุกคัน รูปทรงและหลักอากาศพลศาสตร์นั้นต้องไปด้วยกันอย่างไร้ที่ติ เป็นการแก้ใขปัญหาทางเทคนิคต่างๆ ด้วยนวัตกรรมใหม่ๆ โดยมีรูปทรงที่สวยงามทันสมัยด้วยเช่นกัน สองตัวอย่างก็คือ ด้านหน้ารถแบบ multi-function ที่มีการใช้อุปกรณ์aerodynamicsเช่นช่องลมแบบactiveที่ด้านใต้หน้ารถ และที่ด้านท้ายซึ่งมีการทำ aerodynamic by-pass เพื่อเพิ่มแรงกด (downforce) รถรุ่นใหม่มาพร้อมสีใหม่ด้วยเช่นกันก็คือสี Rosso Settanta ซึ่งเป็นสีที่ทำมาในโอกาสครบรอบ70 ปีของบริษัท

ห้องโดยสาร
ภายในของ 812 Superfast นั้นออกแบบมาเพื่อที่จะแมทช์กับดีไซน์ภายนอกที่มีแนวextreme แต่ก็ยังคงไว้ซึ่งพื้นที่และความสะดวกสบาย ที่รถV12เครื่องวางหน้าของ เฟอร์รารี่ นั้นมอบให้ลูกค้ามาโดยตลอด
ห้องโดยสารใหม่นั้นมีความสปอร์ทและแหวกแนวมากขึ้น องค์ประกอบสำคัญๆนั้นดูเหมือนจะลองอยู่ในอากาศ ทำให้รู้สึกถึงทั้งความเร้าใจและความภูมิฐาน แผงหน้าปัดนั้นโอบกว้างไปถึงช่องแอร์กลางเพื่อที่จะดูมีความลึกซึ้งและเหมือนงานแกะสลัก
เบาะนั่งมีความสปอร์ทและเข้ากับสรีระมากขึ้น มาพร้อมกับ ระบบ HMI ใหม่ พวงมาลัยใหม่ รวมไปถึง ปุ่มควบคุมต่างๆ ระบบ infotainment และ ระบบปรับอากาศใหม่

Ferrari 812 Superfast
เครื่องยนต์ V12 – 65องศา
ความจุ 6,496ซีซี
กำลังสูงสุด 588 กิโลวัตต์ (800 แรงม้า) ที่ 8,500 รตน.
แรงบิดสูงสุด 718 นิวตัน-เมตร ที่ 7,000 รตน.
น้ำหนักและมิติ
ความยาว 4,657 มม.
ความกว้าง 1,971 มม.
ความสูง 1,276 มม.
น้ำหนักแห้ง 1,525 กก.
การกระจายน้ำหนัก 47-53% หน้า/หลัง
สมรรถนะ
ความเร็วสูงสุด >340 กม./ชม.
0-100 กม./ชม. 2.9 วินาที
อัตราบริโภคและไอเสีย
อัตราบริโภค 14.9 ลิตร/100กม.
ไอเสีย CO2 340กรัม/กม.

ซุปเปอร์คาร์ตัวแรง ลุยตลาดเมืองไทย ราคาเริ่ม 18.999 ล้านบาท

วันนี้ทางทีมงานเราต้องบอกเลยว่าสำหรับเจ้า Audi R8 Coupé V10 หลังบุกตลาดภายใต้ตัวแทนจำหน่ายรายใหม่ที่ชื่อ ไมซ์สเตอร์ เทคนิค หรือ Audi Thailand ทำให้ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคชาวไทยที่มีต่อแบรนด์นี้ เริ่มมีมากขึ้น ส่งผลให้มียอดจองเป็นจำนวนมาก

โดยเตรียมแผนงานที่จะเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ๆ ยังได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่ในทุกๆ ด้านจาก ออดี้ เอจี ประเทศเยอรมนี ที่พร้อมจะผลักดันให้ Audi Thailand เป็นศูนย์กลางของภูมิภาคในอนาคต จึงมีมติและอนุมัติให้มีการเปิดตัวรถเอนกประสงค์ เอสยูวี รุ่นใหม่ พร้อมทั้งยังอนุมัติให้มีการเพิ่มเครื่องยนต์ดีเซลเป็นอีกหนึ่งทางเลือกเพิ่มเติมให้แก่ลูกค้า ในรถยนต์บางรุ่นที่มีการจำหน่ายอยู่แล้วในปัจจุบันอีกอย่างน้อย 2-3 รุ่น”

และล่าสุดซูเปอร์คาร์อย่าง Audi R8 Coupé ได้มาถึงเมืองไทยเป็นที่เรียบร้อยพร้อมเสริมทางเลือกให้ทุกเซกเมนต์ของ Audi หลากหลายขึ้น โดยมาในร่างสปอร์ตคูเป้ 2 ประตู ขนาดใหญ่ พร้อมกับการดีไซน์เพิ่มเติมอย่างเห็นได้ชัด ที่ไฟหน้าและไฟ DRL แบบ LED กระจังหน้าขอบโครเมี่ยมแบบ Audi Singleframe สปอยเลอร์หลัง และล้ออัลลอยขนาด 19 นิ้ว พร้อมยาง 245/35 R19 สำหรับล้อหน้า และ 295/35 R19 สำหรับล้อหลัง และโครงสร้างของตัวรถผลิตมาจาก Carbon-fiber Reinforced Polymer (CFRP) ซึ่งมีน้ำหนักเบา ช่วยรักษาน้ำหนักไว้ที่ 1,640 กิโลกรัม พร้อมมิติตัวรถ ตั้งแต่ความยาว 4,426 มม. ความกว้าง 2,037 มม. ความสูง 1,240 มม. ระยะฐานล้อ 2,650 มม. และความจุถังน้ำมัน 83 ลิตร

ภายในถูกตกแต่งอย่างดี เบาะนั่งไฟฟ้าที่สามารถปรับได้ถึง 18 รูปแบบ หุ้มด้วยหนังแท้ Nappa และระบบเครื่องเสียงจาก Bang & Olufsen กับลำโพงถึง 13 จุด ผู้ที่ขับขี่จะได้สัมผัสกับพวงมาลัยแบบ flat-bottom พร้อมหน้าปัดใหม่แบบดิจิตอลขนาดใหญ่ 12.3 นิ้ว ที่ถูกติดตั้งระบบ Audi Virtual Cockpit แสดงผลการทำงาน และตั้งค่าต่างๆ ของตัวรถ
Audi R8 Coupé V10 แรงด้วยเครื่องยนต์เบนซินเทอร์โบ Direct Injection ขนาด 5.2 ลิตร แบบ V10 ให้กำลังสูงสุด 540 แรงม้า ที่ 7,800 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 540 นิวตันเมตรที่ 6,500 รอบ/นาที ส่งกำลังด้วยเกียร์ S tronic 7 สปีด พร้อมระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ quattro สามารถทำอัตราเร่งความเร็วจาก 0-100 กม./ชม. ได้ในเวลา 3.5 วินาที ความเร็วสูงสุดที่ 320 กม./ชม.

Audi R8 Coupé V10 มีราคาแนะนำเริ่มต้นที่ 18.999 ล้านบาท พร้อมได้รับการประกันคุณภาพนาน 5 ปี หรือ 150,000 กิโลเมตร และบริการช่วยเหลือฉุกเฉิน ROADSIDE ASSISTANCE 24 ชั่วโมง ตลอดระยะเวลา 5 ปี โดยลูกค้าสามารถรับรถได้ภายในสิ้นปี

ใหม่ Nissan GT-R Premium Edition 2018 เปิดตัวครั้งแรกในไทย เคาะราคา 13.5 ล้านบาท

วันนี้ทางทีมงานเราต้องบอกเลยว่าสำหรับเจ้า Nissan GT-R Premium Edition 2018 ใหม่ ถูกเปิดตัวอย่างเป็นทางการครั้งแรกในไทย ชูจุดเด่นซุปเปอร์สปอร์ตคาร์ขุมพลัง V6 ขนาด 3.8 ลิตร ทวินเทอร์โบ 555 แรงม้า เคาะราคาจำหน่าย 13.5 ล้านบาท

รถซูเปอร์สปอร์ตที่มีความทันสมัย ประณีต และก้าวหน้าที่สุดเท่าที่นิสสันเคยผลิตมาสู่ประเทศไทย” มร.อันตวน บาร์เตส ประธาน นิสสัน มอเตอร์ (ประเทศไทย) กล่าว “นิสสันสามารถมอบนวัตกรรมและความตื่นเต้นเร้าใจเพื่อทุกคนอีกครั้ง เรานำลูกค้ามาเป็นหัวใจสำคัญในทุกๆ อย่างที่เราทำซึ่งเป็นเหตุผลที่นิสสันริเริ่มพัฒนารถซูเปอร์คาร์ที่ทุกคนเข้าถึงได้ เราได้ยินเสียงเรียกร้องที่ดังกระหึ่ม และชัดเจนจากแฟนของนิสสันในประเทศไทยที่ต้องการรถระดับตำนานอย่าง จีที-อาร์”

Nissan GT-R 2018 (R35) ใหม่ เป็นรถแกรนด์ทัวริ่งจัดวางห้องโดยสารแบบ 2+2 ที่นั่ง ถูกติดตั้งเครื่องยนต์เบนซิน V6 รหัส VR38DETT ความจุ 3.8 ลิตร ทวินเทอร์โบ ให้กำลังสูงสุด 555 แรงม้า ที่ 6,800 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 632 นิวตัน-เมตร ที่ 3,300 – 5,800 รอบต่อนาที ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติคลัทช์คู่ 6 สปีด สามารถเปลี่ยนเกียร์ได้ภายในเวลาชั่วพริบตา เพียง 0.15 วินาทีเมื่ออยู่ในโหมด R-Mode ถ่ายกำลังลงพื้นด้วยระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ

Nissan GT-R Premium Edition 2018 ใหม่ ถูกออกแบบกระจังหน้าทรง V-motion และฝากระโปรงหน้าใหม่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการไหลเวียนอากาศ, กันชนหน้าติดตั้งดิฟฟิวเซอร์แบบคาร์บอน SMC, กันชนหลังติดตั้งดิฟฟิวเซอร์แบบคาร์บอนคอมโพสิท, ล้อฟอร์จอัลลอย Rays ซุปเปอร์ไลต์เวตขนาด 20 นิ้ว พร้อมยางรันแฟลต Dunlop SP Sport Maxx GT 600 DSST CTT ที่ออกแบบมาเพื่อรองรับช่วงล่างโดยเฉพาะ

ในรุ่น Premium Edition ถูกติดตั้งโช๊คอัพบิลสไตน์ แดมพ์โทรนิก (Bilstein® DampTronic) ซึ่งผู้ขับขี่สามารถปรับตั้งได้ 3 โหมดคือ Normal, Comfort และ R ติดตั้งระบบเบรกของเบรมโบ (Brembo®) โมโนบล็อก แบบคาลิปเปอร์ 6 สูบที่ด้านหน้าและ 4 สูบที่ด้านหลัง พร้อมจานดิสก์เบรกของเบรมโบลอยตัวสองชิ้นแบบเจาะรูและเซาะร่องกลางจานขนาด 390 มม. ที่ล้อหน้าและ 380 มม. ที่ล้อหลัง

ภายในห้องโดยสารติดตั้งเบาะนั่งหุ้มวัสดุหนังปรับด้วยระบบไฟฟ้า แผงคอนโซลตกแต่งด้วยวัสดุหนังที่ตัดเย็บด้วยมือ, ติดตั้งหน้าจอ Display Command ขนาด 8 นิ้ว พร้อมเครื่องเสียง Bose รองรับ CD/MP3/AUX และ USB 2 ตำแหน่ง ขับกำลังเสียงผ่านลำโพง 11 ตัว พร้อมระบบนำทาง, พวงมาลัยหุ้มหนังแบบ 3 ก้าน พร้อมแป้นเปลี่ยนเกียร์ดีไซน์ใหม่, ระบบปรับอากาศอัตโนมัติ 2 โซน เป็นต้น

ลูกค้าสามารถเลือกสีภายในห้องโดยสารได้ 4 สี คือ Black Amber, Ivory, Saddle Tan และ Red Amber กับสีตัวถังภายนอกทั้ง 6 สี ได้แก่ Katsura Orange, Vibrant Red, Pearl Black, Gun Metallic, Pearl White และ Pearl Blue

เปิดตัว 2018 DODGE CHALLENGER SRT DEMON 840 แรงม้า ที่มีอัตราเร่งเร็วที่สุดในโลก ชมคลิป

วันนี้ทางทีมงานเราต้องบอกเลยว่าสำหรับเจ้า Dodge Challenger SRT Demon รุ่นปี 2018 ภายในงานดังกล่าว ความตื่นเต้นคงไม่ใช่รูปร่างหน้าตาที่เหมือนมัสเซิลคาร์สไตล์อเมริกันเดิมๆ แต่ความเร้าใจอยู่ที่ ขุมพลังเครื่องยนต์ ที่ให้แรงม้าสูงสุดถึง 840 ตัว

ที่ทำให้ Challenger SRT Demon กลายเป็น Production car ที่มีอัตราเร่งที่ดีที่สุดในโลก อีกทั้งยังเป็นรถที่ทำความเร็วในระยะ quarter mile ได้เร็วที่สุดในโลกเช่นกัน

2018 Dodge Challenger SRT Demon

Demon ใช้พื้นฐานของ Challenger SRT Hellcat ที่ได้รับการปรับแต่งเพิ่มเติมในหลายส่วน จนกลายเป็นรถที่มีอัตราเร่งที่เร็วที่สุดในโลก ด้วยขุมพลังเครื่องยนต์ V8 ความจุ 6.2 ลิตร มาพร้อมระบบอัดอากาศอย่างซุปเปอร์ชาร์จเจอร์ ทำให้ตัวเลขกำลังสูงสุดจากเดิม 707 แรงม้า ที่ทำได้โดย Hellcat เพิ่มขึ้นมาเป็น 840 แรงม้า โดยตัวเครื่องยนต์เองได้รับการปรับเปลี่ยนลูกสูบ ก้านสูบ รวมถึงวาล์วชุดใหม่ มาพร้อมระบบปั๊มน้ำมันเชื้อเพลิงแบบ 2 ระดับ 2 ชุดด้วยกัน นอกจากนั้นยังมีการปรับรอบเครื่องยนต์สูงสุดจาก 6,200 ไปเป็น 6,500 รอบ/นาที เสริมความแข็งแรงของระบบช่วงล่าง ด้วยเหล็กกันโคลง รวมถึงเพิ่มช่องดักอากาศบนฝากระโปรงหน้า บริเวณช่องไฟหน้า และบริเวณล้อ

ผลลัพธ์ที่ได้ก็คือ Challenger SRT Demon สามารถทำความเร็วจาก 0-60 ไมล์/ชั่วโมง หรือ 96 กิโลเมตร/ชั่วโมง ภายในเวลา 2.3 วินาทีเท่านั้น รวมถึงการทำความเร็วในระยะ Quarter mile ได้ในเวลา 9.65 วินาทีที่ความเร็ว 225 กิโลเมตร/ชั่วโมง ทำลายสถิติเดิมของ Guinness World Record

Challenger SRT Demon ถือว่าเป็น production car แบบ street legal หรือใช้ขับบนถนนได้อย่างถูกกฏหมายรุ่นแรก ที่สามารถใช้น้ำมันเชื้อเพลิงไร้สารตะกั่วที่มีค่าออกเทนมากกว่า 100 ขึ้นไปได้ เพื่อสมรรถนะสูงสุดของรถ ซึ่งปกติแล้ว Demon ที่ผลิตจากโรงงาน จะรองรับการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงออกเทน 91 เป็นมาตรฐาน แต่ด้วยระบบเครื่องยนต์แบบ Demon Crate ที่มาพร้อมโมดูลควบคุมระบบขับเคลื่อนรุ่นใหม่ล่าสุด ทำให้มัสเซิลคาร์รุ่นนี้ สามารถรีดพละกำลังออกมาได้มากถึง 840 แรงม้า และเช่นเดียวกับ Hellcat Demon ที่มีฟังชั่นให้เลือก 2 แบบตามระดับกำลัง คือที่ 500 แรงม้าและ 808 แรงม้าที่ red line และขยับได้สูงเป็น 840 แรงม้าเมื่อเลือกใช้โมดูลควบคุมระบบขับเคลื่อนชุดใหม่ เพื่อการปลดปล่อยพละกำลัง ให้เป็นไปตามต้องการ

นอกจากนั้น Demon ยังได้รับการติดตั้งระบบส่งกำลังอัตโนมัติ 8 สปีด TorqueFlite รหัส 8HP90 ใหม่ล่าสุด รวมถึงการอัพเกรด torque converter ที่ช่วยให้แรงบิดเพิ่มขึ้นอีก 18% เมื่อทำงานร่วมกับระบบ Transbrake โดยระบบดังกล่าว จะทำการล็อค output shaft ของระบบส่งกำลัง จนรอบเครื่องยนต์แตะระดับ 2350 รอบ/นาที จึงทำการคลายตัว เพื่อการออกตัวที่สมบูรณ์แบบ อีกสิ่งหนึ่งที่ลืมไม่ได้ก็คือ ยาง Nitto Drag Radial แบบ street legal ที่ช่วยในการออกตัวได้มากขึ้น 40% เมื่อเทียบกับรุ่น Hellcat
2018 Dodge Challenger SRT Demon

Demon ยังมีน้ำหนักตัวที่เบากว่ารุ่น Hellcat ถึง 200 ปอนด์ ซึ่งเกิดจากการที่ Dodge ได้ถอดเบาะนั่งผู้โดยสารด้านหน้าและด้านหลังออก รวมถึงลำโพง 16 ตัว การใช้เหล็กกันโคลงแบบท่อกลวง ติดตั้งคาลิปเปอร์เบรคทำจากอลูมิเนียมน้ำหนักเบา รวมถึงการนำสายไฟ หรือสายสัญญาณต่างๆที่ไม่จำเป็นออกไป แต่ถ้ามีลูกค้าคนใดต้องการเบาะนั่งผู้โดยสาร ก็เพียงจ่ายเงินเพิ่มแค่ 1 เหรียญสหรัฐต่อ 1 เบาะเท่านั้น
การผลิต Dodge Challenger SRT Demon จะเริ่มขึ้นในช่วงฤดูร้อน ด้วยจำนวนการผลิตเพียง 3000 คันสำหรับอเมริกา และ 300 คันสำหรับแคนาดา…
ชมคลิป

ขอบคุณ youtube

ใหม่ AII-New Mercedes-Benz E350e 2018-2019

วันนี้ทางทีมงานเราต้องบอกเลยว่าสำหรับ Mercedes-Benz E350e รุ่นล่าสุดภายใต้แบรนด์ “EQ – Electric Intelligence by Mercedes-Benz” (อีคิว – อีเลคทริค อินเทลลิเจนซ์ บาย เมอร์เซเดส-เบนซ์) ที่มาเติมเต็มรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดในกลุ่ม Contemporary Luxury Sedan ให้ครบครัน โดยรถยนต์รุ่นนี้โดดเด่นด้วยสมรรถนะอันยอดเยี่ยม เทคโนโลยีอันล้ำสมัย ระบบความปลอดภัยอันเป็นเลิศ พร้อมอัตราการปล่อย CO2 ที่ 49-57 กรัม/กิโลเมตร

รีวิว Ford Ranger Raptor ตะลุยออฟโรดสายโหด

วันนี้ทางทีมงานเราต้องบอกเลยว่าสำหรับ กระบะ ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ (Ford Ranger Raptor) ซึ่งอัดแน่นด้วยดีเอ็นเอของฟอร์ด เพอร์ฟอร์แมนซ์ (Ford Performance) เด่นด้วยนวัตกรรมเครื่องยนต์ดีเซล Bi-Turbo (เทอร์โบคู่) ขนาด 2.0 ลิตร ซึ่งให้ความแรงถึง 213 แรงม้า แรงบิด 500 นิวตันเมตร ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 10 สปีด พร้อมระบบ Terrain Management System 6 โหมดที่มีโหมดเด่นอย่าง บาฮา ซึ่งได้แรงบันดาลใจจากรายการแข่งออฟโรด Baja 1000 สุดโหด โหมดบาฮา เน้นขับลุยเร็วไปกับเส้นทางออฟโรดด้วยการลด Traction Control แต่เพิ่มการการตอบสนองของเครื่องยนต์ การเปลี่ยนเกียร์ที่ฉับไวเหมาะสมกับสภาพพื้นผิว ท้าทายกับการขับออฟโรดแบบโหดๆ ตามนิยาม เกิดมาแกร่ง